ความพยายามจบชีวิต: สื่อควรรายงานอย่างไร ไม่ให้กระทบเพิ่ม

การจบชีวิตตนเองเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกและในไทย โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สื่อมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และช่วยเหลือ ควรรายงานข่าวอย่างรับผิดชอบเพื่อไม่สร้างผลกระทบเชิงลบหรือกระตุ้นพฤติกรรมเลียนแบบ เน้นข้อมูลเชิงบวกและช่องทางช่วยเหลือ.

suicide-reporting-media-impact

‘ความพยายามจบชีวิต’ ปมใหญ่ที่สังคมโลก-ไทยเผชิญ สื่อควรทำข่าวอย่างไร ไม่ให้สร้างผลกระทบเพิ่ม

การจบชีวิตตนเองเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอย่างหนัก โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหายาเสพติด สุขภาพจิต และภัยพิบัติรุมล้อมทุกทิศทาง เราจำเป็นต้อง “พูดถึง” เรื่องนี้กันอย่างจริงจัง แต่ประเด็นสำคัญคือ จะพูดถึงอย่างไรเพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบเพิ่มเติม และเปิดพื้นที่ให้แก่แสงสว่างในวันที่มืดมิด

เบื้องต้น เราอาจเริ่มต้นจากการมองสภาพปัญหาในภาพรวม ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและนำไปสู่การหาทางออกในขั้นต่อไป แม้จะรู้ดีว่า “ชีวิตจริง” มีความละเอียดอ่อนมากกว่า “ตัวเลขทางสถิติ” อย่างมาก

1. ปัญหาหนักแค่ไหน: ในระดับโลก

เกือบ 1 ใน 7 ของประชากรทั่วโลกใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาสุขภาพจิต และมีเพียง 9% เท่านั้นที่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ ประเทศต่างๆ จัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพจิตเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ในแต่ละปีทั่วโลกมีผู้จบชีวิตตนเองมากกว่า 700,000 คน

ในประเทศไทย

  • ทุก 2 ชั่วโมง มีคนไทยจบชีวิตตัวเอง 1 คน
  • ปี 2567 มีผู้จบชีวิตตัวเอง 3,656 คน
  • ปี 2568 มีผู้จบชีวิตตัวเอง 4,556 คน
  • ครึ่งปีแรกของปีนี้ มีผู้จบชีวิตตัวเอง 1,837 คน และคนที่พยายามอีก 8,019 คน

แนวโน้มที่น่ากังวลคือ ผู้ที่ตัดสินใจจากไปมากที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงวัย รองลงมาคือกลุ่มวัยทำงาน

แนวโน้มที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ช่วงวัยที่ “พยายาม” จบชีวิตตนเองสูงสุดคือ กลุ่มวัยรุ่น 15-19 ปี ซึ่งกราฟพุ่งสูงแบบทิ้งห่างช่วงวัยอื่นๆ

2. ปัจจัยเสี่ยง

มนุษย์มิได้ดำรงอยู่โดยแยกขาดจากเหตุปัจจัยอื่น กรมสุขภาพจิตวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่าในกลุ่มผู้จบชีวิตตนเองมีปัจจัยเสี่ยงโดยคร่าวๆ ดังนี้

  • ติดสารเสพติด 21.8%
  • ป่วยโรคจิตเวช 19.3%
  • ป่วยโรคทางกายเรื้อรังรุนแรง 18.8%
  • ติดสุรา 14.8%
  • เคยทำร้ายตัวเอง 10.9%
  • คนในครอบครัวปลิดชีวิตตัวเอง 5%
  • Trauma ในวัยเด็ก 2.15%

หากสำรวจลงไปใน “หมวดวิกฤตชีวิต” จะพบปัจจัยหลายอย่างไล่เรียง 5 อันดับแรก ดังนี้ (เป็นการเก็บข้อมูลช่วง ต.ค.68-มี.ค.69 รวมจำนวน 1,184 คน)

  • เกิดวิกฤตขัดแย้งกับคนสำคัญในชีวิต
  • ปัญหาสุขภาพที่รู้สึกอับอายหรือล้มเหลว
  • สูญเสียความสัมพันธ์กับคนสำคัญในชีวิต รวมถึงหย่าร้าง เลิกรา พลัดพราก ตายจาก
  • เป็นหนี้ไม่สามารถจ่ายได้ หรือถูกทวงให้อับอาย
  • มีปัญหาเรื่องงาน เช่น ถูกเลิกจ้าง ขาดทุน ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

(ขอบคุณข้อมูลจาก พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข)

3. ความพยายามของภาครัฐ

หากมองในด้าน “การช่วยเหลือ” แบบทันท่วงที มีการเก็บสถิติของเหตุที่เกิดขึ้นบนสะพานต่างๆ ในกรุงเทพฯ ในเดือน ก.พ.-เม.ย.2569 มีหน่วยกู้ภัยและตำรวจได้รับแจ้งเหตุและเข้าช่วยเหลือ 32 ราย ช่องว่างที่สำคัญก็คือ ในจำนวนนี้สามารถติดตามต่อเพื่อติดตามสภาพจิตใจของพวกเขาได้เพียง 8 รายเท่านั้น

ปัจจุบันมีช่องทางสายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323 ที่พัฒนาคู่สายให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับผู้ใช้บริการที่อยู่ในช่วงวิกฤตทางจิตใจ โดยสายด่วนนี้จะมีนักจิตวิทยาให้บริการ จากนั้นจะมีระบบประเมินความเสี่ยง หากมีความเสี่ยงสูงจะมีการส่งต่อ Hope Task Force หรือทีมปฏิบัติการพิเศษเพื่อป้องกันปลายทางแห่งโศกนาฏกรรม จากนั้นจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ เพื่อเข้าช่วยเหลือให้ทันท่วงที และมีทีมติดตามผลจาก รพ.จิตเวชขอนแก่น โทรศัพท์ติดตามอาการจนกว่าจะพ้นความเสี่ยง

ปฏิบัติการนี้ดำเนินการมาได้ราว 3 ปี ให้บริการกว่า 1,000 ราย และเป็นกรณีวิกฤตฉุกเฉินอยู่ 105 ราย เกือบทั้งหมดผ่านพ้นไปได้ มีผู้กระทำสำเร็จ 6 รายที่ค้นหาพิกัดไม่ทันการณ์

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของความพยายามของหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเพียง “ปลายทาง” ของปัญหา มีต้นตอปัญหามากมายที่เกินมือของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น ปัญหาเศรษฐกิจที่อาจทำให้ชีวิตหลายคนพังพินาศได้ง่ายๆ

4. บทบาทสื่อ

อีกด้านหนึ่ง “สื่อมวลชน” ก็เป็นช่องทางสำคัญ ทั้งในด้านสว่างของการสร้างความตระหนักรู้ต่างๆ เช่น การดูแลตนเองด้านสุขภาพจิต ทักษะการรับฟัง (deep listening) ที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยบรรเทาความทุกข์ของคนรอบข้างได้ การชี้ช่องทางการช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน ฯลฯ

แต่อีกด้านหนึ่ง บรรยากาศของสังคมก็อาจ “ดำดิ่ง” ด้วยข้อมูลข่าวสารการรายงานข่าวปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ้างเน้นคลิกเบทปั่นอารมณ์ บ้างเขียนรายละเอียดถึงสิ่งต่างๆ มากเกินไปจนกลายเป็นเรื่องหวือหวา หรือกระตุ้นพฤติกรรมเลียนแบบ

ฐิตินบ โกมลนิมิ จากกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า อดีตนักข่าวสืบสวนสอบสวน คือบุคคลที่อยู่ “สองโลก” ทั้งวงการสื่อและแวดวงผู้ประสบภาวะเปราะบางทางจิตใจ เธอร่วมมือกับศูนย์ความรู้และประสานสุขภาวะทางปัญญา สสส. ริเริ่มการอบรมเชิงปฏิบัติการกับสื่อมวลชนว่าด้วย Life Saving Narratives เพราะเชื่อว่าเรื่องเล่าและมุมมองจากสื่อมวลชนส่งผลต่อความรับรู้และอารมณ์ของสังคม

เป็นวงสนทนาเล็กๆ ที่ชวน นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันเรื่องนี้ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกับ “ญาติและคนใกล้ชิด” ผู้ตัดสินใจจบชีวิตมาอย่างยาวนาน เพื่อแลกเปลี่ยนว่า ผลกระทบต่อพวกเขานั้นมากมายเพียงไหน และการเล่าเรื่องของสื่อก็ย่อมมีผล

นพ.ปราการเล่าว่า มีอย่างน้อย 6 คนที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงเมื่อเกิดเหตุขึ้น เช่น คู่สมรส ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนสนิท และมีอย่างน้อย 10% ของผู้ได้รับข่าวสารแล้วเกิดความสะเทือนใจ ผลกระทบรูปธรรมจากความเศร้าโศกเสียใจก็มีความซับซ้อนกว่าปกติ เพราะอาจจะมีเรื่องของความรู้สึกผิดอย่างรุนแรงด้วย ดังนั้นไม่ใช่ว่าสื่อจะปิดตาไม่รายงานข่าว แต่คำถามคือจะรายงานข่าวอย่างไร

ฐิตินบนำเสนอวิธีการรายงานเรื่องนี้ ทั้งในส่วนรายละเอียดรูปธรรมและวิธีมอง โดยส่วนหนึ่งนำมาจากคู่มือนักข่าวในการป้องกันเรื่องนี้ขององค์การอนามัยโลก เช่น

  • ไม่ระบุวิธีการและสถานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ละเอียด
  • ไม่มีพาดหัวเร้าอารมณ์ หรือใช้คำตัดสิน
  • มีการสอดแทรกทักษะการเผชิญปัญหา
  • ระบุช่องทางส่งต่อความช่วยเหลือชัดเจน และเป็นช่องทางที่ใช้งานได้จริง

ในด้านของมุมมองนักข่าว ฐิตินบตั้งคำถามน่าสนใจว่า ในกรณีที่ผ่านพ้นมาได้จากวินาทีสำคัญนั้น แทบไม่มีใครติดตามต่อเพื่อค้นหาคำตอบว่า อะไรคือความหมายหรือสิ่งยึดเหนี่ยวในการมีชีวิตอยู่ที่ค้นพบจาก “คนต้นเรื่อง” หรือ “ผู้ผ่านพ้นวิกฤต” ในเรื่องราวนั้นมีใครที่กำลังพยายามประคองใจ หรือมี “ทักษะการเผชิญปัญหา” เพื่อให้คนอ่านได้นำไปปรับใช้ได้ หรือหากมีคนที่กำลังเปราะบางได้อ่านเรื่องราว มันอาจเป็น “แสงสว่าง” เล็กๆ ในใจได้

ที่มา: ประชาไท