“SpaceX” พาคนชุดแรกท่องอวกาศ เดินทางกลับสู่โลกสำเร็จ

หลังจาก SpaceX นำผู้โดยสารกลุ่มแรก เดินทางโดยไร้นักบินมืออาชีพ ขึ้นไปท่องห้วงอวกาศ และใช้ชีวิต นาน 3 วัน ขณะนี้ พวกเขาทั้งหมด กลับสู่วงโคจร และเดินทางกลับมายังโลกได้สำเร็จ ในคืนวันเสาร์ (18 ก.ย.)

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า “ดาร์กอน แคปซูล” ของ SpaceX เดินทางท่องอวกาศกลับสู่โลกหลังเวลา 19.00 น. เมื่อคืนที่ผ่านมา 

ภารกิจครั้งนี้ ดาร์กอน แคปซูล เดินทางด้วยความเร็ว 17,500 ไมล์ต่อชั่วโมง เมื่อออกจากวงโคจร ได้เคลื่อนที่ช้าลงประมาณ 350 ไมล์ต่อชั่วโมง หลังจากนั้น ร่มชูชีพได้เริ่มทำงานเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่ 18,000 ฟุต และชะลอตัวลงเหลือ 119 ไมล์ต่อชั่วโมงก่อนที่มันจะตกลงสู่มหาสมุทร

แคปซูลตกลงในเป็นพื้นที่ตามเป้าหมาย ในมหาสมุทรแอตแลนติก นอกชายฝั่งแหลมคะแนเวอรัล ของฟลอริดา

Starlink เน็ตผ่านดาวเทียมของ Elon Musk เปิดทดลองให้บริการในราคา 99 ดอลลาร์ฯ ต่อเดือน

นอกจากรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และ ยานอวกาศ SpaceX แล้ว Elon Musk ยังทำ Starlink อินเตอร์เน็ตที่จะให้บริการผ่านดาวเทียม โดยมีพื้นที่การใช้งานครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วโลก โดยในขณะนี้ Starlink กำลังเข้าใกล้ความจริงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการทดลองให้บริการ ในราคาเริ่มต้น 99 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 3,080 บาท

โครงการอินเตอร์เน็ตที่ให้บริการผ่านระบบดาวเทียม Starlink ของ Elon Musk กำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ Starlink เพิ่งจะส่งอีเมล์ถึงลูกค้าบางส่วนเพื่อเชิญชวนทดลองใช้บริการ โดยราคาของอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมนี้มีค่าบริการ 99 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 3,080 บาท แต่จะมีค่าอุปกรณ์เพิ่มต่างหากอีก 499 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15,538 บาท

โดยอุปกรณ์ที่ต้องจ่ายเพิ่ม ประกอบด้วย อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับดาวเทียม Starlink ขาตั้งตัวรับสัญญาณ และ WiFi Router

สำหรับความเร็วที่ได้จากการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ไม่ได้รวดเร็วเหมือนการใช้อินเตอร์เน็ตทั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน โดยจะสามารถทำความเร็วได้ที่ 50-150 Mb/s และมี Latency ที่ 20-40 ms และในบางช่วงอาจไม่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้เลยเช่นกัน เพราะในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการทดลองให้บริการ จึงอาจมีการปรับปรุงระบบเรื่อยๆ

Elon Musk เจ้าของ Starlink เล่าว่า ในขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนให้ความสนใจที่จะใช้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink แล้วกว่า 700,000 ราย ในประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ทั้งนี้เป้าหมายของ Elon Musk ไม่ได้ต้องการให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในพื้นที่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพราะต้องการที่จะให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วโลก โดยโครงการ Starlink นี้ จะใช้เงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.11 แสนล้านบาท ซึ่งแม้จะมีมูลค่าการลงทุนสูงมาก แต่ Starlink ก็คาดว่าจะทำเงินได้ถึงปีละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.34 แสนล้านบาท

ปัจจุบัน SpaceX ได้ปล่อยดาวเทียม Starlink ไปแล้วกว่า 400 ดวง แม้จะดูเหมือนมาก แต่ก็ยังนับว่าเป็นส่วนน้อยหากต้องการให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่บนโลก โดยแผนการให้บริการคาดว่าจะเริ่มให้บริการภายในพื้นที่สหรัฐอเมริกา และแคนาดาในปี 2020 นี้ และจะให้บริการได้ครอบคลุมประชากรโลกภายในปี 2021

ที่มา – cnbc

พบน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะครั้งแรก

การค้นพบครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันขององค์การอวกาศยุโรป และ มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน หรือ UCL  ที่ศึกษาดาวเคราะห์ต่างๆ ซึ่งค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลสเปซ ระหว่างปี 2016-2017 

โดยนักวิจัยพบว่า ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ชื่อว่า  “K2-18b”  ในกลุ่มดาวสิงโต เป็นเพียงดาวเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่มีรูปแบบโมเลกุลของน้ำ

ขณะที่แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ประเมินว่าชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ “K2-18b” อาจมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 50 เปอร์เซนต์

แม้การค้นพบดังกล่าว จะเพิ่มโอกาสในการค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่ดอกเตอร์ อิงโก วัลด์แมน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ระบุว่า ดาวเคราะห์ “K2-18b”  อยู่ห่างจากโลกถึง 111 ปีแสง หรือ 1,000 ล้านล้านกิโลเมตร ซึ่งยังไกลเกินไปที่มนุษย์จะส่งยานอวกาศไปสำรวจ

ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ขณะนี้คือการรอกล้องโทรทรรศน์รุ่นใหม่หลังปี 2020 ที่สามารถใช้ตรวจหาก๊าซในชั้นบรรยากาศของดาวดวงดังกล่าว ที่สิ่งมีชีวิตอาจปล่อยออกมา  

อ้างอิง: PPTVHD36

นักโทษสหรัฐแอบประกอบคอมในคุก ซ่อนไว้ใต้ฝ้าเพดาน ใช้ทำผิดกฎหมายจากในคุก

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นที่รัฐ Ohio ในเดือนกรกฎาคม 2015 เมื่อฝ่าย IT ของหน่วยงาน Ohio Department of Rehabilitation and Correction หรือ ODRC ได้ทำการย้ายระบบ Proxy Server จากเดิมที่ใช้ Microsoft มาเป็น WebSense และได้รับ Email แจ้งเตือนว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในระบบเครือข่ายได้ใช้งาน Internet เกินกว่าโควต้าที่กำหนดเอาไว้ อีกทั้งยังมีรายงานต่อเนื่องมาว่าตรวจพบพฤติกรรมการ Hack ระบบด้วยกันถึง 59 ครั้งที่รวมถึงความพยายามในการหลบเลี่ยงระบบ Proxy นี้ ทำให้ฝ่าย IT ของหน่วยงานมั่นใจว่ามีผู้ที่พยายามใช้ระบบเครือข่ายกำลังทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากลอยู่อย่างแน่นอน

จากนั้นความพยายามในการตามหาตัวผู้กระทำผิดก็ได้เริ่มขึ้น จนกระทั่งไล่ไปพบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตติดตั้งอยู่ภายในระบบเครือข่ายผ่านทางอุปกรณ์ Switch ซึ่งเมื่อไล่ตาม Port และสาย LAN ไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ IT ของ ODRC ก็พบว่าสาย LAN เหล่านั้นถูกเชื่อมต่อจากบริเวณห้องอบรมขึ้นไปยังใต้ฝ้าของอาคาร และเมื่อได้ทำการรื้อฝ้าลงมาแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็พบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกันถึง 2 เครื่องเลยทีเดียว

คอมพิวเตอร์ 2 เครื่องนี้ถูกประกอบขึ้นจากซากของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเหล่านักโทษ 5 ราย ที่เข้าร่วมโครงการในการปรับปรุงพฤติกรรมผู้ต้องขังด้วยการให้ทำหน้าที่แยกชิ้นส่วน PC สำหรับนำไป Recycle และเมื่อการสืบสวนหลักฐานเริ่มขึ้น ก็พบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องนี้มีเครื่องมือสำหรับการ Hack อยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือเดารหัสผ่าน, ระบบ VPN, ระบบตรวจสอบและเจาะเครือข่าย, Software ที่พัฒนาขึ้นเอง, เครื่องมือสำหรับสร้างระบบ Proxy และ Software อื่นๆ อีกหลากหลายสำหรับใช้ในการโจมตีหลากรูปแบบ

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบ Self-signed Certificate, Pidgin, Tor Site, Tor Geo Exit Node, Ether Soft, Virtual Phone, ภาพและวิดีโอลามก, VideoLAN และ Software อื่นๆ อีกมากมายด้วย

เหล่าผู้ต้องโทษทั้ง 5 นี้ได้กระทำการผิดกฎหมายมากมายด้วย PC 2 เครื่องนี้ ทั้งการโจมตีและเข้าถึงระบบต่างๆ ของ ODRC เองเพื่อสร้างบัตรสำหรับเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ให้กับเพื่อนผู้คุมขัง, ใช้ระบบตรวจสอบประวัติผู้คุมขังเพื่อขโมยข้อมูลของเพื่อนผู้ต้องหาด้วยกันและนำข้อมูลส่วนตัวเหล่านั้นไปสมัครบัตรเครดิต ไปจนถึงการสร้างบัญชีต่างๆ มาทำธุรกรรมทางการเงินทั้งผ่านทาง Bitcoin Wallet, บัญชี Stripe, บัญชีธนาคาร และบัตรเครดิต สำหรับใช้ในการทำทุจริตและก่ออาชญากรรมต่างๆ

สุดท้าย นักโทษทั้ง 5 นี้ก็ถูกจับย้ายที่คุมขังและแยกคุมขังเป็นที่เรียบร้อย ผู้ที่อยากอ่านรายละเอียดฉบับเต็มสามารถตามไปอ่านได้ที่ https://regmedia.co.uk/2017/04/12/ohio_inspector_general_report.pdf เลยครับ

ถือเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย ที่แม้แต่ในคุกหรือที่คุมขังก็ยังสามารถใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ได้แล้วในปัจจุบัน

เยอรมันออกกฎ ให้ช่องสตรีมต้องขอใบอนุญาตกระจายเสียง เริ่มจาก PietSmietTV บน Twitch

เมื่อพูดถึงกฎการกระจายเสียง หลายคนอาจนึกถึงแพลตฟอร์มวิทยุและโทรทัศน์ที่เข้าข่าย แต่ที่เยอรมัน กฎหมายได้ตีความรวมถึงเว็บไซต์สตรีมด้วย ล่าสุดหน่วยงาน ZAK ของเยอรมัน (The Commission for Authorization and Supervision) ระบุให้ ช่อง PietSmietTV บนแพลตฟอร์มสตรีมเกมชื่อดัง Twitch ที่ฉายคอนเทนต์เกมตลอด 24 ชั่วโมง ต้องมาขอใบอนุญาตกระจายเสียงภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้หากต้องการทำรายการต่อ

แม้คอนเทนต์ของ PietSmietTV จะไม่ได้ฉายผ่านวิทยุและโทรทัศน์ แต่โดยเทคนิคแล้วคอนเทนต์ดังกล่าวนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมายของการแพร่ภาพกระจายเสียง คือเป็นบริการข้อมูลโดยตรงต่อสาธารณะ ด้านผู้ก่อตั้ง Twitch คือ Peter Smits ยอมรับกฎดังกล่าวและไม่ได้ตอบโต้อะไร

การออกกฎของ ZAK ครั้งนี้ไม่ใช่การออกกฎครั้งเดียวแล้วจบ แต่ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าสามารถนำกฎนี้ไปใช้กับช่องสตรีมอื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตามมีข้อสงสัยว่า ช่องอื่นที่ไม่ได้ทำคอนเทนต์ 24 ชั่วโมงจะเข้าข่ายหรือไม่ และจะสร้างความลำบากให้สตรีมเมอร์รายเล็กๆ หรือไม่

ที่มา – Engadget และ Blognone

Small devices allow you to track your car with your smartphone.

Have you ever lost your car on a parking lot? It happens. You park and go shopping. When you get back, you don’t have a clue where your car is. Then you start roaming around clicking on the panic button on your car keys so the alarm goes off. It can be frustrating, especially on a hot, sunny day.

No, you don’t need to install an expensive GPS system to keep track of your car. That’s way too expensive. You would need to pay a monthly subscription fee just to use it. Don’t we have enough bills to pay already?

But is there a way to track your vehicle without spending a fortune? Yes, now there is!

A California-based startup company was able to make this a reality. They created a tiny device that works with your smartphone, and it could be exactly what you’re looking for!

What is it?

It’s called TrackR Bravo. It is a state-of-the-art tracking device the size of a quarter. It’s changing the way we keep track of the important things in our lives.

How Does it Work?

It’s easy! Install the free TrackR app on your smartphone, connect the app to your device and you’re ready to go! Simply attach TrackR to whatever you want to keep tabs on. The entire process of setting it up only takes 5 minutes or less.

You can attach it to your keys, briefcase, wallet, your latest tech gadgets and anything else you don’t want to lose. Then use the TrackR app to locate your missing item in seconds.

“This device has saved me tons of time and money!”Johnny Blaze
Forget expensive GPS systems or tracking services. Nobody wants to pay expensive monthly subscription fees. We understand how stressful these things can be, and this is the reason why TrackR was created. This device is your VIP when you need to take care of more important things in life.
Remember the car scenario above? If you have the TrackR, you can just hide it under your car’s floor mat, in the trunk or in the glove compartment. Somewhere it won’t be found if your car gets stolen.

If you forget where you parked your car, whip out your smartphone and open the TrackR app. Tap on the “lost item” icon on the screen and the app will tell you the exact coordinates of the last known location of the TrackR.

 

Content bY dailylifetech.com

บริษัทในจีนหลายแห่งห้ามพนักงานใช้ IPHONE 7 หากฝ่าฝืนโดนไล่ออก

php0phsp81กระแสสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของแอปเปิล ไอโฟน 7 ไม่บูมอย่างที่คิด แม้จะยังคงมีคนไปต่อแถวหน้าร้านแอปเปิลเพื่อซื้อไอโฟน 7 ในวันแรก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าจำนวนคนที่มาต่อคิวมันลดน้อยลงไปมาก แม้กระทั่งในเมืองจีนที่มีสาวกไอโฟนจำนวนมาก ถึงกระทั่งเคยมีข่าวว่ามีคนประกาศขายอวัยวะเพื่อเอาเงินไปซื้อไอโฟน ไอแพด มาแล้ว ก็ไม่ตอบรับกระแสไอโฟน 7 เท่าที่ควร

ซ้ำร้ายเข้าไปอีก เกิดกระแสต่อต้านไอโฟนระลอกใหม่ในจีน หากคุณไปซื้อไอโฟน 7 มาใช้ในที่ทำงาน อาจถูกเจ้านายไล่ออก หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการเลื่อนขั้น ตัวอย่างเช่น บริษัทเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งในมณฑลเหอหนาน ได้ติดป้ายประกาศถึงพนักงานทุกคน  ห้ามไม่ให้พนักงานซื้อไอโฟน 7 หรือ ไอโฟน 7 พลัส มาใช้ หากพนักงานคนไหนฝ่าฝืน ก็ให้มายื่นใบลาออกได้เลย ซึ่งบริษัทบางแห่งที่ออกประกาศอย่างนี้ออกมา ก็ให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานใช้เงินฟุ้งเฟ้อ รวมถึงเพื่อปลูกจิตสำนึกรักประเทศชาติให้กับพนักงาน

เช่นเดียวกับ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฉงชิ่ง ก็ประกาศห้ามพนักงานทุกคนไม่ให้ซื้อไอโฟน 7 มาใช้ เนื่องจากผู้บริหารมองว่ามีราคาสูงเกินไป และไม่ต้องการให้พนักงานหมดเงินไปกับสิ่งของฟุ่มเฟือยเช่นนี้ หากใครฝ่าฝืน ก็จะส่งผลต่อการประเมินผลการทำงานในรอบปี

แต่ก็ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะเห็นด้วยกับมาตรการนี้ ผู้ใช้งานจำนวนมาก บนเว็บ เวยโป๋ ซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยให้เหตุผลว่าการต่อต้านไอโฟน 7 อาจจะส่งผลเสียกับเศรษฐกิจจีน เนื่องจากโรงงาน ฟ็อซ์คอน ที่ผลิตไอโฟน ตั้งอยู่ในเมืองจีน หากชาวจีนที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ต่อต้านไม่ใช้ไอโฟน อาจทำให้โรงงานฟ็อกซ์คอน ต้องปิดตัวลง จนทำให้มีคนตกงานหลายพันคน

ขณะที่ชาวจีนบางคนก็มองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งบริษัทมีสิทธิ์อะไรที่จะบังคับว่ามือถือรุ่นไหน พนักงานควรใช้หรือไม่ควรใช้ แถมยังละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วยการอ้างว่าทำไปเพราะความรักชาติ ซึ่งฟังไม่สมเหตุสมผลเลย

Elon Musk เปิดตัวโครงการ Interplanetary Transport System พร้อมยานขนส่งคนไปดาวอังคาร

spacex-interplanetary-transport1Elon Musk เคยแสดงวิสัยทัศน์และความฝันเกี่ยวกับการเดินทางและตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารอยู่หลายครั้ง ล่าสุดดูเหมือนความพฝันของเขาน่าจะเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นแล้ว จากการเปิดตัวยานอวกาศภายใต้โครงการ Interplanetary Transport System ที่ตั้งเป้าจะส่งมนุษย์ไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารให้ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่สิบปีข้างหน้า

ถึงแม้ชื่อของยานลำดังกล่าวจะยังไม่ได้ข้อสรุป แค่เบื้องต้นคาดว่าจะเป็น “Heart of Gold” ขณะที่ตัวจรวดซึ่งมีชื่อเล่นว่า BFR (Big Falcon Rocket ก่อนจะถูกเรียกอย่างขำๆ ให้เป็น Big F*cking Rocket จากความมโหฬารของมัน) มีความสูง 122 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 17 เมตร โดยเจ้า BFR ขับเคลื่อนด้วย Raptor Engine เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นตัวขับเคลื่อน มีแรงผลักมากกว่า Merlin Engine ที่ใช้ใน Falcon 9 ถึงเกือบ 10 เท่า

Raptor testing
ภาพการทดสอบ Raptor Engine

สำหรับกระบวนการปล่อยยาน BFR จะถูกปล่อยจากฐานยิง 39A ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสร้างที่ Kennedy Space Center (ฐานปล่อยจรวดที่ SpaceX เช่าจากนาซ่า) โดยใช้ Raptor Engine ราว 50 ตัว ซึ่งจะทำให้เกิดแรงยกราว 127,800 นิวตัน ส่งยานอวกาศขึ้นสู่วงโคจรของโลก ก่อนที่ BFR จะแยกตัวออกจากยานอวกาศ และจุดเครื่องยนต์เพื่อนำตัวเองกลับสู่ฐานยิง สำหรับการขนส่งเชื้อเพลิง โดยตัวยานอวกาศจะลอยโคจรอยู่รอบโลก เพื่อรอเชื้อเพลิงสำหรับเดินทางไปดาวอังคาร

Interplanetary Transport System

Interplanetary Transport System

เมื่อ BFR กลับสู่ฐานก็จะถูกติดตั้งด้วยถังเชื้อเพลิง (Propellant Tanker) ก่อนจะถูกปล่อยเพื่อนำถังเชื้อเพลิงไปเติมให้กับยานที่รออยู่ และออกเดินทางสู่ดาวอังคาร ซึ่งตัวยานอวกาศจะมีแผงโซลาร์เซลส์เพื่อให้พลังงานกับยานถึง 200 kW ด้วย ขณะที่ภายในยาน Musk ระบุว่าจะมาพร้อมกับระบบความบันเทิงและอำนวยความสะดวกเต็มรูปแบบ เหมือนกับการเดินทางบนเครื่องบิน

เบื้องต้นการเดินทางคาดว่าจะอยู่ที่ราวๆ 80-150 วันและขนส่งคนได้ราว 100 คน โดนทาง SpaceX ตั้งเป้าจะทดสอบส่งยานอวกาศที่ชื่อว่า Red Dragon เดินทางไปยังดาวอังคารก่อนในปี 2018 ก่อนที่จะเริ่มขนส่งคนได้จริงได้เร็วที่สุดในปี 2024 หากไม่มีอะไรผิดพลาด อย่างไรก็ดีโครงการ Interplanetary Transport System ยังมีเป้าหมายระยะไกล ในการสำรวจดาวหรือดวงจันทร์ดวงอื่นด้วย

Interplanetary Transport System

ที่มา Blognon

UPS เตรียมนำโดรนมาทดสอบขนส่งสินค้าในพื้นที่ที่เข้าถึงยากและเร่งด่วน

drone1UPS บริษัทขนส่งสินค้าประกาศจับมือกับ CyPhy Works บริษัทผลิตโดรน ในการนำโดรนมาเริ่มทดสอบขนส่งสินค้าในพื้นที่ห่างไกล หรือเข้าถึงยาก โดยการทดสอบครั้งแรกมีขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ภายใต้สถานการณ์จำลอง ที่ UPS จำเป็นต้องส่งยาอย่างเร่งด่วน ไปยังเกาะที่ห่างออกไปจากชายฝั่ง 3 ไมล์

รองประธานอาวุโสด้านวิศวกรรมและความยั่งยืนของ UPS ชี้ว่าโดรนเป็นช่องทางที่เหมาะสมที่สุดในการขนส่งพัสดุไปยังสถานที่ที่เข้าถึงยาก ภายในสถานการณ์ที่เร่งด่วน

ทั้งนี้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการบินของสหรัฐ (FAA) ได้ออกกฎว่าด้วยการใช้งานโดรนเชิงพาณิชย์ ซึ่งทาง UPS ก็เผยว่าจะร่วมงานกับ FAA ในเรื่องนี้ด้วย ขณะที่ Reuters รายงานว่า UPS จะยื่นเรื่องขอยกเว้นกฎบางข้อต่อ FAA อาทิ กฎที่ว่าด้วยจำกัดเส้นทางการบินของโดรน เฉพาะในระยะที่ผู้ควบคุมมองเห็นเท่านั้น
ที่มา – UPS, Reuters

Samsung Galaxy Note 2 catches fire on IndiGo flight

gsmarena_0011Samsung is now investigating yet another fire caused by a Samsung phone, however, I wouldn’t put the blame on the phone just yet. We’ll get back to why in a moment.

A new report came from India where a Samsung Galaxy Note II caught fire and began to smoke up a passenger-filled cabin while in flight on an IndiGo plane. This caused India’s Directorate General of Civil Aviation (DGCA) to soon issue and advisory to encourage passengers to turn off all Samsung Galaxy Note devices before taking off.

”We advise flyers to exercise caution while flying with Samsung Note devices. They should either keep these devices switched off or not travel with them,”

 

In a statement, the airline said “A few passengers traveling on 6E-054 flight from Singapore to Chennai noticed the smoke smell in the cabin this morning… and immediately alerted the cabin crew on board,” Once notified, the crew reacted quickly and identified the smoke to come from an overhead bin around seat 23C of the aircraft. The crew used a fire extinguisher to put the crispy phone out of its flames, then placed the phone into a container of water.

This is really an unfortunate case for Samsung. After all the attention of the Galaxy Note7recall disaster that cost them butt-loads of money, this is just what the company needed to add insult to injury.

It’s quite difficult to put the blame on Samsung for this very incident (before deep investigation, of course). The Galaxy Note II is a smartphone that came out in 2012, so the phone has to have been in operation for at least 3 years. With that in mind, the phone could have been using an old battery that became swollen. Batteries swell up when exposed to high temperatures during either operation or charging. The most common scenario is letting a phone charge under a pillow with no way to dissipate heat.

If your phone’s removable battery is noticeably swollen, it must be replaced immediately. These batteries increasingly pose a risk of shorting or igniting without warning.

It’s also possible the phone had a cheap, knock-off battery, which could have been the cause of the fire as well. All kinds of phones have the potential to catch fire. This was just really bad timing for Samsung.

Source