นักท่องเที่ยวเหยียบย่ำมอสอันเปราะบางบนยอดดอยอินทนนท์



อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎของอุทยาน หลังจากมีกลุ่มนักท่องเที่ยวบุกรุกพื้นที่หวงห้ามเพื่อถ่ายภาพ ทำให้เกิดความเสียหายแก่มอสข้าวก่ำฤๅษี ซึ่งเป็นพืชพรรณที่เปราะบางและขึ้นปกคลุมพื้นที่ชุ่มน้ำบนภูเขาสูง
ฝ่ายบริหารอุทยานฯ ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับนักท่องเที่ยว 10 ราย ซึ่งมีรายงานว่าได้เดินออกนอกเส้นทางที่กำหนดไว้บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา ซึ่งเป็นเส้นทางไม้กระดานสั้นๆ ที่มีหมอกปกคลุมตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของดอยอินทนนท์ ในจังหวัดเชียงใหม่
เจ้าหน้าที่อุทยานฯ กล่าวว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งไม่ระบุสัญชาติ ได้เดินผ่านป้ายและสิ่งกีดขวางที่ระบุว่าเป็นเขตหวงห้ามเมื่อวันอาทิตย์ การตรวจสอบในภายหลังพบหลักฐานการเหยียบย่ำในหลายจุดภายในบริเวณทุ่งมอส ซึ่งเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่าข้าวตอกฤๅษี
ตามข้อมูลของอุทยานฯ พืชชนิดนี้มีความเปราะบางสูงและเจริญเติบโตช้ามาก การเหยียบย่ำสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการฟื้นตัว ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟู และในบางกรณี พืชอาจไม่ฟื้นตัวเต็มที่เลย
ข้าวตอกฤๅษีเป็นพืชหายากที่พบได้เฉพาะในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่บริสุทธิ์เหนือระดับน้ำทะเล 2,000 เมตรขึ้นไป และด้วยเหตุนี้จึงเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่ควรได้รับการปกป้องและอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด ถือเป็นจุดเด่นของเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา
เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลจากภาพถ่ายที่ผู้ร้องเรียนให้มา รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อรวบรวมหลักฐานและได้ยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติต่อสถานีตำรวจภูธรจอมทอง
อุทยานฯ กล่าวในโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ขอให้นักท่องเที่ยวทุกท่านปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อย่างเคร่งครัด” พร้อมเสริมว่า “ห้ามออกนอกเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่กำหนด ห้ามเหยียบย่ำพืชพรรณหรือพื้นที่ธรรมชาติ และห้ามเข้าพื้นที่ที่มีป้ายเตือนหรือสิ่งกีดขวางที่ระบุว่าเป็นเขตหวงห้าม”
อุทยานฯ ครอบคลุมพื้นที่ 296,922 ไร่ ในสี่อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ และกำลังอยู่ระหว่างการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพอาเซียน เนื่องจากประเทศไทยกำลังพยายามผลักดันให้อุทยานแห่งนี้เป็นอุทยานมรดกอาเซียน
ที่มา: Bangkok Post