⚡ ข่าวด่วน
|
🌤️ กำลังโหลด... | 📅 11 กันยายน 2569

วัดใจ ‘ฮันวา’ และกองทัพเรือ! กมธ.ทหาร แฉ ‘ปืนฟาลังซ์’ ร.ล.ภูมิพลฯ ดับสนิท เครื่องยนต์พัง ขู่ 14 วันชง สตง. ฟัน

🕒 11 กันยายน 2569 ⏱️ อ่าน 19 นาที 👁️ 15 วิว ✍️ ฝ่ายข่าวท้องถิ่น ทีมข่าว ThaiPTV

ประเด็นสำคัญของสถานการณ์ (Highlights)

  • ระบบป้องกันใช้การไม่ได้: ระบบปืนป้องกันระยะประชิดอัตโนมัติ (CIWS) แบบ Phalanx Block 1B บน “เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช” (FFG-471) เรือฟริเกตสมรรถนะสูงมูลค่าเกือบ 1.5 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถใช้งานได้จริง แม้ ทร. จะแจ้งเคลมประกันก่อนหมดสัญญา 1 เดือน
  • ส่งซ่อมวน 3 รอบ: อุปกรณ์ถูกถอดส่งกลับไปซ่อมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 3 ครั้ง แต่เมื่อนำกลับมาติดตั้งก็ยังพบความเสียหาย ยืดเยื้อข้ามปีโดยอ้างวิกฤตโควิด-19 และเกิดข้อพิพาทเรื่องความรับผิดชอบระหว่างผู้ต่อเรือ (DSME / Hanwha Ocean) กับผู้ผลิตปืน (Raytheon)
  •  ‘ของตกรุ่น-ไร้อะไหล่’: JUSMAGTHAI แจ้ง ทร. ว่าปืนรุ่นที่จัดหาไม่มีอะไหล่ในสายการผลิตแล้ว และแนะนำให้ ทร. อัปเกรดระบบใหม่ ทำให้เกิดคำถามว่า ทร. ทราบล่วงหน้าหรือไม่ว่ากำลังจัดหาระบบอาวุธที่กำลังจะยุติสายการสนับสนุนอะไหล่
  • เครื่องยนต์ดีเซลพังเสียหายทั้ง 2 เครื่อง: ซ้ำเติมด้วยปัญหาเครื่องยนต์ดีเซลหลัก MTU 16V1163 M94 ทั้ง 2 เครื่องชำรุดเสียหาย จน ทร. ต้องเตรียมงบจัดซื้อเครื่องยนต์ใหม่ทดแทน ทำให้เรือต้องพึ่งพาเฉพาะเครื่องยนต์กังหันก๊าซ (Gas Turbine) LM2500 วิ่งแทน ซึ่งสิ้นเปลืองน้ำมันมหาศาล
  • ขีดเส้นตาย 14 วัน ก่อนชง สตง.-กรมบัญชีกลาง: กมธ.ทหาร สภาฯ จี้ ทร. ใช้โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท เป็น “อำนาจต่อรอง” ให้ Hanwha Ocean เร่งซ่อมระบบให้เสร็จสิ้น หากไม่ชัดเจนใน 14 วัน จะส่งเรื่องตรวจสอบคุณสมบัติบริษัททันที

รัฐสภา, กรุงเทพฯ — โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทยกำลังเผชิญกับคลื่นลมมรสุมการตรวจสอบอย่างหนักหน่วง เมื่อคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดข้อมูลสะเทือนความมั่นคงทางทะเล ภายหลังเชิญตัวแทนจากกองเรือยุทธการ (กร.) เข้าชี้แจง และพบความจริงว่า “ระบบปืนป้องกันระยะประชิด Phalanx CIWS” บน เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) ซึ่งเป็นเรือรบผิวน้ำที่ทันสมัยที่สุดของราชนาวีไทย มูลค่าเกือบ 15,000 ล้านบาท อยู่ในสภาพ “ไม่สามารถใช้งานได้” มาเป็นเวลานาน

ตำแหน่งติดตั้งปืนฟาลังซ์ Phalanx CIWS เหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช
ตำแหน่งติดตั้งระบบปืนป้องกันระยะประชิดอัตโนมัติ (Phalanx CIWS) ขนาด 20 มม. (วงกลมสีแดง) เหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ของเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) ซึ่งพบปัญหาไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามภารกิจ

ใครต้องรับผิดชอบระหว่าง ‘อู่ต่อเรือ’ กับ ‘ผู้ผลิตสหรัฐฯ’?

นายเอกราช อุดมอำนวย กรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมหลังซักถามตัวแทนกองเรือยุทธการนานกว่า 1 ชั่วโมง ว่า ปัญหาของระบบปืนฟาลังซ์บน ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนหมดระยะเวลารับประกันของเรือ โดยกองทัพเรือตรวจพบความผิดปกติและได้ทำเรื่องแจ้งเคลมประกันไปยังบริษัทคู่สัญญา คือ บริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering (DSME) จากสาธารณรัฐเกาหลี (ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านเป็น บริษัท Hanwha Ocean) ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนก่อนหมดอายุสัญญาประกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาบานปลายเกิดขึ้นเนื่องจาก Hanwha Ocean ทำหน้าที่เป็นเพียง “อู่ต่อเรือและผู้บูรณาการระบบ” (Shipbuilder & Integrator) แต่ตัวระบบปืนฟาลังซ์นั้นผลิตโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านกลาโหมในประเทศสหรัฐอเมริกา (Raytheon)

ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐฯ ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเดินทางมาสำรวจ และดำเนินการถอดอุปกรณ์ชิ้นส่วนสำคัญกลับไปซ่อมที่ประเทศต้นทาง แต่กลับกลายเป็น “มหากาพย์การซ่อมแบบไม่จบสิ้น” มีการส่งอุปกรณ์ไป-กลับระหว่างไทยและสหรัฐฯ ถึง 3 รอบ โดยกองทัพเรือชี้แจงว่า ความล่าช้าส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการปิดเมืองและข้อจำกัดในห้วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อนำอุปกรณ์ที่ผ่านการซ่อมกลับมาติดตั้งคืนบนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ก็ยังคงตรวจพบความชำรุดเสียหายและไม่สามารถเปิดระบบใช้งานได้อยู่ดี จนเกิดสภาวะเกี่ยงความรับผิดชอบระหว่างอู่ต่อเรือกับผู้ผลิตอาวุธ

เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช FFG-471 ขณะแล่นในทะเล
เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) เรือฟริเกตสมรรถนะสูงชั้นเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ออกแบบตามแนวคิดลดการสะท้อนของเรดาร์ (Stealth Technology) มูลค่ากว่า 1.49 หมื่นล้านบาท ขณะแล่นเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ

ปืนรุ่นเก่า ไร้อะไหล่ และคำถามเรื่องความคุ้มค่า

ประเด็นที่สร้างความกังขาและตกตะลึงให้แก่คณะกรรมาธิการทหารมากที่สุด คือผลจากการที่กองทัพเรือได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง คณะที่ปรึกษาทางการทหารของสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย (JUSMAGTHAI) เพื่อขอความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาอะไหล่

ทว่า คำตอบที่กองทัพเรือได้รับกลับมาคือ “ระบบปืนฟาลังซ์ที่กองทัพเรือจัดหามาติดตั้งบน ร.ล.ภูมิพลฯ นั้น เป็นรุ่นเก่าที่สายการผลิตเดิมไม่มีอะไหล่สำรองรองรับแล้ว” และปัจจุบันเกือบทุกประเทศที่ใช้งานระบบนี้ได้ทยอยปรับปรุงหรืออัปเกรดระบบเป็นรุ่นใหม่กันหมดแล้ว ทาง JUSMAGTHAI จึงให้คำแนะนำว่า หากต้องการให้ระบบใช้งานได้ กองทัพเรือจำเป็นต้อง “จัดสรรงบประมาณเพื่ออัปเกรดรุ่นปืน”

“คำถามสำคัญก็คือ ตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ปืนระบบฟาลังซ์กลายเป็นของตกรุ่นไปได้อย่างไร? จึงอยากถามกองทัพเรือว่า ในช่วงเวลาที่มีการทำสัญญาต่อเรือ กองทัพเรือทราบหรือไม่ว่ากำลังซื้อของที่กำลังจะตกรุ่น? ถ้าทราบ เหตุใดจึงไม่จัดเตรียมอะไหล่รองรับไว้ล่วงหน้า? แต่ถ้าไม่ทราบ ทางบริษัทฮันฮวาได้แจ้งข้อเท็จจริงนี้ให้ทราบหรือไม่? ทั้งหมดนี้คือคำถามใหญ่ในแง่การบริหารจัดการภาษีประชาชน”
— นายเอกราช อุดมอำนวย กรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ เมื่อกรรมาธิการซักถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาปืนฟาลังซ์กระบอกนี้เคยใช้งานจริงหรือยิงทดสอบได้หรือไม่ ผู้แทนจากกองทัพเรือกลับระบุว่า “ยังตอบไม่ได้” โดยอ้างเพียงว่าในช่วง 7–8 เดือนก่อนหน้าที่จะมีการขอเคลมประกัน เข้าใจว่าน่าจะใช้งานได้ แต่ใช้งานได้สมบูรณ์เพียงใดนั้นยังไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริงยืนยัน

แฉระบบขับเคลื่อน ‘เครื่องยนต์ดีเซล MTU’ พังคู่ ต้องพึ่งกังหันก๊าซ

ความล้มเหลวของระบบอาวุธบนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ปืนฟาลังซ์เท่านั้น แต่ยังซ้ำเติมด้วยวิกฤตของ “ระบบขับเคลื่อนหลัก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนำเรือออกปฏิบัติการทางทะเล

ตามสเปกการออกแบบ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชใช้ระบบขับเคลื่อนผสมแบบ CODAG (Combined Diesel and Gas Turbine) ประกอบด้วย:

  • เครื่องยนต์ดีเซล MTU 16V1163 M94 จากเยอรมนี จำนวน 2 เครื่อง (กำลังเครื่องละ 8,000 แรงม้า) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักที่ใช้สำหรับการลาดตระเวนและเดินทางประหยัดพลังงานในภารกิจปกติ
  • เครื่องยนต์กังหันก๊าซ General Electric LM2500 จากสหรัฐอเมริกา จำนวน 1 เครื่อง (กำลัง 29,000 แรงม้า) สำหรับการเร่งทำความเร็วสูงในสถานการณ์สู้รบ

ทว่ามีรายงานข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า เครื่องยนต์ดีเซล MTU ทั้ง 2 เครื่องของเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ได้เกิดความชำรุดเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถใช้งานได้ทั้งคู่ ส่งผลให้กองทัพเรือต้องตั้งเรื่องเพื่อจัดซื้อเครื่องยนต์ใหม่มาเปลี่ยนทดแทน

วิกฤตค่าใช้จ่ายและความพร้อมรบ:

การที่เครื่องยนต์ดีเซลหลักพังเสียหายทั้งสองเครื่อง ทำให้เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชต้องอาศัย เครื่องยนต์กังหันก๊าซ LM2500 เพียงอย่างเดียว ในการขับเคลื่อนเพื่อเดินทาง ซึ่งเครื่องยนต์ประเภทนี้ขึ้นชื่อเรื่องอัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่สูงมาก ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันมหาศาลต่อชั่วโมงการเดินเรือ และสร้างภาระหนักหน่วงต่อการซ่อมบำรุงในระยะยาว

สาเหตุของความเสียหายถูกตั้งข้อสังเกตว่า เกิดจากการที่กองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงชั้นนี้เพียง “ลำเดียวในกองทัพ” ทำให้เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชต้องแบกรับภารกิจลาดตระเวนและฝึกร่วมทางทะเลอย่างต่อเนื่องหนักหน่วงเกินวงรอบปกติ ประกอบกับข้อจำกัดด้านระบบระบายความร้อนในห้องเครื่อง ซึ่งเมื่อผนวกรวมกับปัญหาปืนฟาลังซ์ที่ใช้งานไม่ได้ จึงเท่ากับว่าเรือรบราคาเฉียด 1.5 หมื่นล้านบาทลำนี้ กำลังตกอยู่ในสภาพ “ปืนพิการ เครื่องยนต์ทรุด” บั่นทอนขีดความสามารถการป้องกันประเทศทางทะเลอย่างร้ายแรง

มุมมองท้ายเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช แสดงดาดฟ้าบินและแท่นปืนฟาลังซ์
มุมมองกราบขวาด้านท้ายเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ณ ฐานทัพเรือโยโกสุกะ ประเทศญี่ปุ่น แสดงให้เห็นแท่นปืน Phalanx CIWS ทรงกระบอกสีขาว (Radome ด้านบน) ที่ติดตั้งอยู่บนดาดฟ้าเหนือโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์

เดิมพัน 1.7 หมื่นล้าน! จี้ ทร. วัดใจ ‘ฮันวา’ ก่อนเซ็นสัญญาเรือฟริเกตลำใหม่

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่กองทัพเรือกำลังดำเนินโครงการจัดหา “เรือฟริเกตสมรรถนะสูง ลำที่ 2” วงเงินงบประมาณราว 17,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัท Hanwha Ocean จากเกาหลีใต้ ถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งผู้เสนอแบบเรือเพื่อหวังคว้าสัญญาต่อเนื่อง

นายเอกราช ย้ำอย่างหนักแน่นว่า คณะกรรมาธิการการทหารไม่ได้คัดค้าน และพร้อมสนับสนุนให้กองทัพเรือจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพื่อปกป้องอธิปไตยทางทะเล แต่กองทัพเรือต้องรู้จัก “สร้างอำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์” โดยใช้การจัดซื้อเรือลำใหม่นี้เป็นเงื่อนไขในการกดดันให้บริษัท Hanwha Ocean แสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาปืนฟาลังซ์และระบบต่างๆ บนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชให้เสร็จสิ้นและใช้งานได้จริงเสียก่อน

“หากปัญหาระบบปืนและอุปกรณ์บนเรือหลวงภูมิพลฯ ยังแก้ไม่จบ จะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไรในการมอบสัญญาเรือลำที่สอง? ในฐานะตัวแทนประชาชน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินภาษีจะไม่เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม? แต่หากกองทัพเรือกล้าใช้เงื่อนไขนี้ต่อรองได้สำเร็จ ก็จะถือเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ”

ขีดเส้นตาย 14 วัน ชง สตง. สอบคุณสมบัติ พร้อมจับตาสัญญาณเปลี่ยนค่ายสู่ ‘ฝรั่งเศส’

สำหรับแนวทางการดำเนินการต่อไป คณะกรรมาธิการการทหารได้มีมติเรียกร้องให้กองทัพเรือส่งมอบเอกสารสัญญาต่อเรือ รายละเอียดบันทึกการเจรจาระหว่าง ทร. กับบริษัท Hanwha Ocean รวมถึงเอกสารประสานงานกับผู้ผลิตปืนฟาลังซ์ มาให้ตรวจสอบ ภายใน 14 วัน

หากพ้นกำหนดเวลาแล้วยังไม่มีความคืบหน้าหรือความชัดเจน กมธ.ทหาร จะส่งเรื่องไปยัง “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)” และ “กรมบัญชีกลาง” ทันที เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบกระบวนการรับมอบงาน และพิจารณาว่าบริษัท Hanwha Ocean เข้าข่ายมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้ารับงานประมูลเรือฟริเกตลำใหม่ของรัฐบาลไทยหรือไม่

ขณะเดียวกัน ยังมีกระแสข่าวเชิงลึกในแวดวงความมั่นคงว่า ในการร่างเอกสารข้อกำหนด (TOR) ของโครงการเรือฟริเกตลำใหม่ มีแนวโน้มที่กองทัพเรืออาจพิจารณา “เปลี่ยนระบบปืนป้องกันระยะประชิด (CIWS)” จากค่ายสหรัฐฯ ไปเป็นระบบของฝรั่งเศสหรือยุโรป เช่น Thales RapidFire 40 มม. หรือ MBDA Simbad-RC เพื่อลดการพึ่งพาระบบและกระบวนการ FMS ของสหรัฐฯ ที่มีความซับซ้อนและเงื่อนไขอะไหล่เข้มงวด

เรื่องนี้นายเอกราชระบุว่า เดิมที กมธ. ได้เชิญคณะกรรมการร่าง TOR และกรมสรรพาวุธทหารเรือมาชี้แจงด้วย แต่น่าเสียดายที่หน่วยงานดังกล่าวยังไม่ได้ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร โดย กมธ.ทหาร จะติดตามความโปร่งใสในทุกมิติอย่างใกล้ชิดเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและงบประมาณแผ่นดิน

รายงานข่าวโดย: TONz THAIPTV

แหล่งอ้างอิงข้อมูล: แถลงการณ์คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

แชร์ข่าวนี้: Facebook X (Twitter) LINE

📰 ข่าวที่เกี่ยวข้อง