รัฐบาลไทยสั่งรีเซ็ตรหัสผ่าน 300 หน่วยงาน หลังพบข้อมูลรั่วไหล
รัฐบาลไทยได้ออกคำสั่งให้กว่า 300 หน่วยงานทำการรีเซ็ตรหัสผ่านทันที และให้ตรวจสอบระบบสารสนเทศกว่า 30,000 ระบบ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลภาครัฐเพิ่มเติม
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ 3 มาตรการที่เสนอโดยคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSC) เพื่อเสริมสร้างการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์และลดความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
มาตรการแรก คือ “บังคับรีเซ็ตรหัสผ่าน” (Force Reset Password) ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในกว่า 300 หน่วยงานของรัฐบาลต้องเปลี่ยนรหัสผ่านทันที การดำเนินการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีใช้ข้อมูลประจำตัวที่เคยรั่วไหลไปก่อนหน้านี้ สวมรอยเป็นผู้ใช้งานที่ถูกต้องเพื่อเข้าถึงระบบของรัฐบาล
มาตรการที่สอง คือ “การทำความสะอาดระบบ” (System Cleansing) กำหนดให้กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบระบบสารสนเทศกว่า 30,000 ระบบภายใน 15 วัน “ระบบเก่าหรือระบบที่ถูกทอดทิ้งซึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว จะต้องปิดการเข้าถึงส่วนหลังบ้านอย่างถาวร เนื่องจากบางหน่วยงานได้ปิดเว็บไซต์สาธารณะแต่ยังคงเปิดให้เข้าถึงระบบหลังบ้านได้” เธอกล่าว
มาตรการที่สาม กำหนดให้ระบบของรัฐบาลต้องนำการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) มาใช้ ซึ่งรวมถึงระบบ Digital Identity ที่รู้จักกันในชื่อแอปพลิเคชัน ThaID ซึ่งดำเนินการโดยกรมการปกครอง (DOPA) หรือวิธีการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยอื่นๆ
มาตรการเหล่านี้ได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเมื่อวันอังคาร หลังจากมีการประชุมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
NCSC ระบุว่ามาตรการเหล่านี้มีความจำเป็น หลังจากที่ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ThaiCERT) ตรวจพบไฟล์มากกว่า 16,520 ไฟล์ รวมประมาณ 5 เทราไบต์ ที่มีข้อมูลประจำตัวที่ถูกขโมยและเผยแพร่ใน Telegram เธอกล่าว ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงที่อยู่อีเมล เว็บไซต์ และรหัสผ่านสำหรับระบบของรัฐบาล โดยมีข้อมูลประจำตัวบางส่วนเป็นของผู้ดูแลระบบ
จากการตรวจสอบโดเมนของไทย พบว่ามีบันทึกข้อมูล 221,947,958 รายการ ครอบคลุมหน่วยงานราชการ บริษัท สถานศึกษา องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และหน่วยงานทางทหาร
NCSC ระบุสาเหตุหลายประการของการรั่วไหลของข้อมูลประจำตัว รวมถึงการฟิชชิ่ง มัลแวร์และคีย์ล็อกเกอร์ การจัดเก็บข้อมูลประจำตัวที่ไม่ปลอดภัย และการรั่วไหลภายใน คณะกรรมการยังเน้นย้ำถึงการใช้รหัสผ่านซ้ำ ซึ่งเป็นการใช้รหัสผ่านเดียวกันในหลายระบบ ซึ่งหมายความว่าการละเมิดระบบเดียวสามารถเปิดเผยการเข้าถึงระบบอื่นๆ ได้
ที่มา: Bangkok Post