พันธมิตรเอเชียเร่งผลิตขีปนาวุธ ขณะคลังสหรัฐฯ ลดลง
พันธมิตรในเอเชียกำลังเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธของตนเอง เนื่องจากกังวลถึงบทบาทของสหรัฐฯ และเพื่อเสริมความมั่นคงในภูมิภาคท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น









พันธมิตรในเอเชียกำลังเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธของตนเองอย่างจริงจัง เนื่องจากคลังขีปนาวุธของสหรัฐอเมริกาลดลง และภูมิภาคกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่รุนแรงขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เกี่ยวกับขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง หากต้องพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว
เหตุผลเบื้องหลังการเร่งผลิตขีปนาวุธ
ปัจจุบันหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังลงทุนในเทคโนโลยีขีปนาวุธขั้นสูง รวมถึงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง และขีปนาวุธร่อนระยะไกล เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการป้องปราม
สาเหตุหลักมาจากการที่คลังอาวุธของสหรัฐฯ ถูกใช้ไปอย่างมากในช่วงสงครามยูเครน ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความพร้อมในการจัดหาอาวุธให้แก่พันธมิตรในกรณีเกิดความขัดแย้งในเอเชีย
นอกจากนี้ การที่จีนมีการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดเหนือน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิก ได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งให้แก่ประเทศหมู่เกาะและพันธมิตรในภูมิภาค
ความร่วมมือและการลงทุนในภูมิภาค
หลายชาติกำลังหันมาพึ่งพาตนเองและแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การลงนามข้อตกลงระหว่างอินโดนีเซียและอินเดียในเรื่องขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงและขีปนาวุธจากอากาศสู่อากาศ หรือกรณีที่ฮันฮวา (Hanwha) ของเกาหลีใต้กำลังสร้างอาณาจักรอาวุธขนาดใหญ่ โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านการป้องกันที่สูงขึ้นจากสงครามในยูเครนและอิหร่าน
ส่วนประเทศญี่ปุ่นเองก็กำลังปรับเปลี่ยนนโยบายด้านกลาโหม โดยเริ่มประจำการขีปนาวุธโจมตีตอบโต้ชุดแรกที่มีพิสัย 1,000 กิโลเมตร และรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการผลักดันการผลิตอาวุธภายในประเทศ
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าพันธมิตรในเอเชียกำลังให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ที่มา: Nikkei Asia