อนาคตพลังงานไทย: ‘อคณัฐ พรหมพันธุ์’ เปิดแผนโซลาร์ 10,000MW


พลเอก อคณัฐ พรหมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย ได้เปิดเผยแผนการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศ ด้วยการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาเรือน (Solar Rooftop) ไปสู่ 10,000 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ครัวเรือนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายส่วนเกินคืนเข้าระบบกริดได้
นายอคณัฐ พรหมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทย เปิดเผยว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้ครัวเรือนผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ผลิตพลังงาน ซึ่งจะเน้นการผลิตเพื่อใช้เองก่อนเป็นหลัก โดยแผนพลังงานฉบับใหม่นี้จะช่วยให้ครัวเรือนไม่ต้องผลิตไฟฟ้าเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาให้ง่ายขึ้น โดยการแทนที่การยื่นขออนุมัติหลายหน่วยงานด้วยการยื่นขอแบบออนไลน์เพียงครั้งเดียวผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
สำหรับโครงการนี้ รัฐบาลไทยจะสนับสนุนเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ซึ่งโดยปกติอยู่ที่ประมาณ 140,000 บาท ทำให้ครัวเรือนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เหลือประมาณ 90,000 บาท โดยไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้จะถูกรัฐบาลซื้อคืนในราคาที่ตกลงกันไว้ และจะนำไปหักลบกับค่าไฟฟ้าในบิลของเดือนถัดไป โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาสำหรับครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นจาก 100 MW เป็น 10,000 MW ภายใต้โครงการนี้
นอกจากนี้ โครงการนี้มีกำหนดจะเริ่มดำเนินการในเดือนหน้า การติดตั้งโซลาร์เซลล์จะจำกัดอยู่ที่ 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อครัวเรือน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาครอบครองโควตาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในวงกว้าง ทั้งนี้ นายอคณัฐกล่าวว่า ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 600-700 หน่วยต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่ากับค่าไฟฟ้าที่ลดลงประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน
เป้าหมายพลังงานสะอาดและการปฏิรูป PDP ใหม่
รัฐบาลไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบันที่กว่า 20% ให้เป็นเกือบ 50% ภายใน 10 ปี และอย่างน้อย 65% ภายใน 25 ปี ขณะเดียวกันก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ จะวางอยู่บนหลักการสามประการ ได้แก่ พลังงานสะอาด มั่นคง และเป็นธรรม โดยแผนดังกล่าวยังเรียกร้องให้ลดการพึ่งพาสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติที่จะหมดอายุลงในทศวรรษหน้า ซึ่งมีปริมาณรวมประมาณ 16,000-17,000 MW โดยปัจจุบันมีการนำกลับเข้าระบบเพียงประมาณ 9,000 MW เท่านั้น แผนใหม่นี้ยังจะเพิ่มการพึ่งพาแหล่งพลังงานใหม่จากทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน
สภาการนโยบายพลังงานแห่งชาติของไทยยังได้อนุมัติการขยายข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement – Direct APP) ซึ่งก่อนหน้านี้จำกัดเฉพาะศูนย์ข้อมูลและมีเพดานที่ 2,000 MW โดยจะขยายไปครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ต้องการพลังงานสะอาด โดยไม่มีการจำกัดกำลังการผลิตโดยรวม นายอคณัฐกล่าวว่าแผนนี้จะเปิดตลาดโดยอนุญาตให้ผู้ผลิตพลังงานสะอาดสามารถขายไฟฟ้าโดยตรงให้กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
รัฐมนตรีพลังงานของไทยยังได้ย้ำถึงแผนของรัฐบาลที่จะลดค่าไฟฟ้าสำหรับ 200 หน่วยแรกที่ครัวเรือนใช้ลงเหลือ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นผลมาจากการทบทวนที่พบว่ามีค่าไฟฟ้าสาธารณะประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปีที่เฉลี่ยอยู่ในบิลครัวเรือน นายอคณัฐกล่าวว่าการแยกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ออกไปทำให้มีช่องว่างในการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้และอัตราค่าไฟฟ้าบล็อกแรกได้
ที่มา: Bangkok Post