แก้โฉนดที่ดินยุติข้อพิพาทวัดป่าอดุลยาราม ขอนแก่น

ขอนแก่น – เจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดขอนแก่นได้แก้ไขรายละเอียดในโฉนดที่ดินเพื่อรับรองให้วัดป่าอดุลยารามเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ยุติข้อพิพาทอันขมขื่นกับทายาทของผู้ที่บริจาคที่ดินผืนนี้เมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความและประธานมูลนิธิทัพธรรม นำคณะทีมกฎหมายของมูลนิธิฯ เข้าพบพระครูอดุลยสารานิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งเป็นวัดป่าในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
คณะทีมกฎหมายได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมายให้เจ้าอาวาสฟัง ก่อนที่จะนำท่านไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อเข้าร่วมการประชุมตามกำหนดการกับเจ้าหน้าที่ที่ดิน โดยมีผู้ร่วมประชุมได้แก่ นายทองทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย, ผู้แทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงพระสงฆ์และเจ้าหน้าที่อื่นๆ

สื่อมวลชนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในห้องประชุม หลังจากที่มีการลงนามและประทับตราเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการแล้ว สื่อมวลชนจึงได้รับเชิญให้เข้าไปในห้อง โฉนดที่ดินถูกมอบให้แก่เจ้าอาวาสต่อหน้าตัวแทนสื่อมวลชน ศิษยานุศิษย์และคณะกรรมการวัด รวมถึงประชาชนทั่วไป
เดิมทีโฉนดที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดได้ระบุชื่อ นายเหียง พิมพ์ศรี อดีตผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งท่านมีความประสงค์ให้ใช้ที่ดินแปลงนี้สร้างวัด
พระครูอดุลยสารานิเทศกล่าวเมื่อก่อนหน้านี้ว่า ที่ดินขนาด 21 ไร่ ได้รับการบริจาคอย่างเป็นทางการในปี 2533 ต่อหน้าชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีการเก็บภาพถ่ายและสำเนาโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักฐาน นายเหียงได้ถึงแก่กรรมในปีถัดมา การขออนุญาตสร้างวัดเกิดขึ้นในปี 2535 และวัดได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในปี 2541
ในคดีความที่ย้อนไปตั้งแต่ปี 2547 วัดเคยชนะคดีมาแล้วในทุกระดับศาล แต่ทายาทของนายเหียงยังคงดำเนินการต่อไป โดยได้ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมปีนี้ เจ้าอาวาสซึ่งมีอายุ 72 ปี ได้ยื่นคัดค้านคำขอและขอให้มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดป่าอดุลยารามในนามของวัด
ทายาทของนายเหียงได้รับการเป็นตัวแทนโดยนางสาวชมมณี น้อยจันทร์ ซึ่งดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ กับสามี มารดาของนางสาวชมมณีเป็นพี่สาวของภรรยานายเหียง
ข้อพิพาทบานปลายเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เมื่อมีการนำยานพาหนะและวัสดุก่อสร้างมาปิดกั้นทางเข้าวัด นางสาวชมมณีและอีกหลายคนจึงถูกตั้งข้อหาบุกรุก

ที่มา: Bangkok Post