⚡ ข่าวด่วน
|
🌤️ กำลังโหลด... | 📅 16 กันยายน 2569

เกษตรกรอุบลฯ ค้านแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช หวั่นกระทบสิทธิ-อาหาร

🕒 16 กันยายน 2569 ⏱️ อ่าน 8 นาที 👁️ 6 วิว ✍️ ฝ่ายข่าวท้องถิ่น ทีมข่าว ThaiPTV

เกษตรกรอุบลฯ ยื่นค้านแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช หวั่นกระทบสิทธิ-ความมั่นคงทางอาหาร

อุบลราชธานี – เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 เครือข่ายเกษตรกร ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม จังหวัดอุบลราชธานี ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ณ รัฐสภา

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารข้อกังวลไปยังคุณจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรรายย่อย ระบบเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ หากมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

7 ข้อกังวล หากแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชตาม UPOV 1991

นางสาวพรรณี เสมอภาค ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้กล่าวถึง 7 ประเด็นหลักที่เครือข่ายมีความกังวลอย่างยิ่ง หากมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 ดังนี้:

  1. ความเสี่ยงต่อการเกิดโจรสลัดชีวภาพ (Biopiracy): การนำพันธุกรรมพืชไทยไปจดทะเบียนสิทธิในต่างประเทศและนำกลับมาจำหน่ายในประเทศอาจทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมและการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมของไทย
  2. การถูกละเมิดสิทธิโดยไม่เจตนาจากการผสมข้ามตามธรรมชาติ: ละอองเกสรจากแปลงพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองอาจปลิวไปผสมกับพันธุ์พื้นเมือง ทำให้เกิดพันธุ์ที่มีลักษณะคล้ายหรือเข้าข่ายได้รับการคุ้มครอง ซึ่งกระทบต่อการเก็บและคัดเลือกพันธุ์ของชุมชน
  3. ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและต้นทุนการผลิต: การขาดฐานข้อมูลพันธุกรรมที่สมบูรณ์อาจนำไปสู่การนำพันธุ์พืชไปต่อยอดโดยไม่แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และเพิ่มภาระต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร
  4. ความเสี่ยงต่อการเปิดทางให้พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs): การขยายขอบเขตการคุ้มครองพันธุ์พืชอาจส่งผลกระทบต่อแนวทางการกำกับดูแลพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์
  5. ราคาเมล็ดพันธุ์อาจเพิ่มขึ้น 2-6 เท่า: การลดบทบาทของภาครัฐในการผลิตและกระจายพันธุ์พืช อาจทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากภาคธุรกิจในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก
  6. ความเสี่ยงทางคดีความของเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย: การขยายขอบเขตการคุ้มครองให้ครอบคลุมผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดยเฉพาะเกษตรกรที่ไม่มีระบบเอกสารรับรองแหล่งที่มาของพันธุ์พืชอย่างชัดเจน
  7. การกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่: บริษัทขนาดใหญ่อาจได้เปรียบด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการคุ้มครองสิทธิ ส่งผลให้ตลาดเมล็ดพันธุ์กระจุกตัว และทำให้เกษตรกรรายย่อยหรือสหกรณ์การเกษตรแข่งขันได้ยากขึ้น

ข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา FTA–EU

เครือข่ายเกษตรกรได้มีข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา FTA–EU ดังนี้:

  1. ตัดข้อบทเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชตาม UPOV 1991 ออก: เสนอให้รัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจาตัดข้อบทนี้ออกจากการเจรจา FTA–EU และปฏิเสธข้อเสนอ Article X.51 ของสหภาพยุโรป
  2. ใช้ถ้อยคำตามแนวทางความตกลง RCEP หรือ FTA สหภาพยุโรป–อินเดีย: หากมีข้อบทว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช ควรใช้ถ้อยคำที่เปิดโอกาสให้แต่ละประเทศใช้ระบบกฎหมายเฉพาะของตนเอง (Sui Generis)
  3. ปกป้องสิทธิเกษตรกร: รักษาและปกป้องสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึง เก็บรักษา แลกเปลี่ยน และใช้ประโยชน์จากเมล็ดพันธุ์
  4. รักษาความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น: ป้องกันการผูกขาดเมล็ดพันธุ์โดยบริษัทข้ามชาติ และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อย รวมถึงระบบเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

เครือข่ายเกษตรกรพร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปกป้องสิทธิของเกษตรกร ผ่านคุณจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมาธิการต่างประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนเกษตรกรไทยในการเสนอ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชที่รักษาฐานทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศ และร่วมกำหนดอนาคตระบบอาหารไทยอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ คุณจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มเครือข่ายฯ พร้อมรับฟังปัญหาและให้คำมั่นว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะผลักดันช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา: Siamrath.co.th

แชร์ข่าวนี้: Facebook X (Twitter) LINE

📰 ข่าวที่เกี่ยวข้อง