⚡ ข่าวด่วน
|
🌤️ กำลังโหลด... | 📅 5 กันยายน 2569

ทำไมราคาเชื้อเพลิงและปิโตรเคมีพุ่งเกินราคาน้ำมันดิบ?

🕒 4 กันยายน 2569 ⏱️ อ่าน 4 นาที 👁️ 7 วิว ✍️ ฝ่ายข่าวต่างประเทศ ทีมข่าว ThaiPTV

ในฤดูร้อนปีนี้ เดวิด เฉิน ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ได้รับบทเรียนที่ไม่คาดคิดเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมทั่วโลก ผ่านถุงมันฝรั่งทอดกรอบ

เมื่อแบรนด์ขนมยอดนิยมของญี่ปุ่นอย่าง Calbee เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สีสันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเป็นแบบขาวดำ เฉินในตอนแรกคิดว่ามันเป็นแค่กลยุทธ์ทางการตลาด “จากนั้นข่าวก็อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการขาดแคลนนับทา ผมถึงกับต้องค้นหาคำนี้เลย” เฉินกล่าว

ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่น ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในการผลิตภาคอุตสาหกรรม กำลังเผชิญกับอุปทานทั่วโลกที่ตึงตัว ภาพ: Shutterstock
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่น ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในการผลิตภาคอุตสาหกรรม กำลังเผชิญกับอุปทานทั่วโลกที่ตึงตัว ภาพ: Shutterstock

วิกฤตการขาดแคลนนับทาและผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

นับทา (Naphtha) ซึ่งเป็นของเหลวไวไฟที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูในครัวเรือน แต่เป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ บรรจุภัณฑ์ และตัวทำละลายทางอุตสาหกรรม การขาดแคลนครั้งนี้ทำให้สื่อญี่ปุ่นบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า “ภาวะล้มละลายจากนับทา” (naphtha bankruptcies) ซึ่งสะท้อนถึงความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นในหมู่บางบริษัทเกี่ยวกับการจัดหาวัตถุดิบสำคัญที่มาจากน้ำมัน

ผลสำรวจในเดือนมิถุนายนโดยบริษัทวิจัยองค์กร Tokyo Shoko Research เน้นย้ำถึงผลกระทบที่แพร่หลาย โดยพบว่าประมาณ 80% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามกว่า 7,000 แห่งประสบปัญหาในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมัน

อุปทานโลกตึงตัวจากความขัดแย้งและนโยบายจีน

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการขาดแคลนในญี่ปุ่นนั้นคือความตึงเครียดที่กว้างขวางขึ้นในอุปทานทั่วโลก จากการประมาณการช่วงปลายเดือนสิงหาคมโดยนักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs นำโดย Yulia Zhestkova Grigsby พบว่าโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลกที่หยุดชะงัก ซึ่งทำให้กำลังการกลั่นหยุดทำงานหรือบังคับให้โรงงานลดกำลังการผลิต ลงถึง 60% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาล

นักวิเคราะห์ตลาดและอุตสาหกรรมระบุว่า สภาวะตึงตัวนี้มาจากแรงกดดันหลักสองประการ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และการควบคุมการส่งออกเชื้อเพลิงจากจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังการกลั่นน้ำมันมากที่สุดในโลก

ที่มา: South China Morning Post

แชร์ข่าวนี้: Facebook X (Twitter) LINE

📰 ข่าวที่เกี่ยวข้อง