สถานการณ์พยาธิใบไม้ตับที่มหาสารคามคลี่คลาย ไม่โยงร้านส้มตำ
กระทรวงสาธารณสุขไทยชี้แจงกรณีพยาธิใบไม้ตับแพร่ระบาดในนิสิตใหม่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไม่เชื่อมโยงร้านส้มตำบางแห่ง ยืนยันผลตรวจพบผู้ติดเชื้อจริงน้อยกว่าที่คาด

กรมควบคุมโรคของไทยรายงานเมื่อวันพุธว่า การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับที่พบในนิสิตใหม่ในจังหวัดมหาสารคามเมื่อต้นเดือนนี้ ไม่ได้เชื่อมโยงกับร้านส้มตำแห่งใดแห่งหนึ่งในพื้นที่
สาธารณชนตื่นตระหนกกับรายงานเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ระบุว่า มีนิสิตนักศึกษามากกว่า 4,000 คนได้รับการตรวจคัดกรองเบื้องต้นพบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ (opisthorchiasis) ส่งผลให้มีการตรวจสอบร้านอาหารในจังหวัดอย่างกว้างขวาง
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยกล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงผิดปกตินั้นได้มาจากการใช้ชุดตรวจแอนติเจนในปัสสาวะ (UATs) ซึ่งให้ผลที่ไม่บ่งชี้อย่างชัดเจน ต่อมาได้มีการตรวจอุจจาระในตัวอย่าง 309 ตัวอย่างที่ส่งมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ผลการตรวจยืนยันว่าพบการติดเชื้อเพียง 4 รายเท่านั้น นายแพทย์วิชาน บุญยะคิติกร ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กล่าวเมื่อวันพุธ
นอกจากนี้ ยังพบปรสิตชนิดอื่น ๆ จากตัวอย่างดังกล่าว ได้แก่ พยาธิใบไม้ในลำไส้ 4 ราย พยาธิตัวตืด 5 ราย พยาธิเข็มหมุด 2 ราย และพยาธิแส้ม้า 1 ราย
สำหรับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อ 4,233 ราย นายแพทย์วิชานกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น และหน่วยงานด้านสุขภาพกำลังประสานงานเพื่อเก็บตัวอย่างมาตรวจหาเชื้อเพิ่มเติม
ผลการสอบสวนไม่โยงร้านอาหารหรือแหล่งอาหาร
เนื่องจากพยาธิใบไม้ตับเป็นปรสิตที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุกของมนุษย์ การตรวจสอบที่สั่งให้ดำเนินการจึงมุ่งเป้าไปที่การใช้ปลาร้าที่ไม่ผ่านการปรุงสุกในร้านส้มตำใกล้กับมหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ตาม การสอบสวนติดตามผลบ่งชี้ว่านิสิตชั้นปีที่ 1 เหล่านี้มาจากภูมิลำเนาที่แตกต่างกัน และช่วงเวลาที่ติดเชื้อก็ไม่สอดคล้องกัน ดังนั้น สถานการณ์จึงไม่สามารถเชื่อมโยงกับร้านอาหารหรือแหล่งอาหารในพื้นที่ได้
กรมควบคุมโรคยังเสริมว่า ตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 อัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 16.2% เหลือ 2.5% อัตราการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในไทยสูงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยการบริโภคปลาดิบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นปัจจัยสำคัญ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยระบุว่า จังหวัดที่ยังคงต้องเฝ้าระวังในบางพื้นที่ ได้แก่ พะเยา แพร่ นครพนม มุกดาหาร และชัยภูมิ
ที่มา: Bangkok Post