สหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีจาก ‘แข็งแกร่ง’ สู่ ‘ก้าวร้าว’ ต่อจีนอย่างไร
ในอดีต สหรัฐอเมริกาเคยแสดงจุดยืนที่ ‘แข็งแกร่ง’ ในการจัดการความสัมพันธ์กับจีน แต่ปัจจุบัน สหรัฐฯ กลับมีท่าทีที่ ‘ก้าวร้าว’ มากขึ้น อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้?
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการผสมผสานกันของพลวัตทางเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการมีส่วนร่วมกับจีน โดยเชื่อว่าการบูรณาการจีนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกจะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยในท้ายที่สุด อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้ไม่เป็นจริง และกลับนำไปสู่ความตึงเครียดมากขึ้น
ปัจจัยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
หนึ่งในปัจจัยหลักคือความกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการผงาดขึ้นของจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จีนได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านนวัตกรรมและขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม ซึ่งท้าทายการเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในหลายด้าน
นอกจากนี้ ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในจีน การปฏิบัติของจีนต่อชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ การปราบปรามเสรีภาพในฮ่องกง และการคุกคามไต้หวัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องทบทวนนโยบายใหม่
ความกังวลเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ และการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดมากขึ้น สหรัฐฯ ได้กล่าวหาจีนเรื่องการขโมยเทคโนโลยีและการให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทของตนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งบิดเบือนการแข่งขันในตลาดโลก
ท่าที ‘ก้าวร้าว’ ที่ชัดเจนขึ้น
ภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้นต่อจีนอย่างชัดเจน โดยใช้มาตรการภาษีและการจำกัดการค้า นโยบายนี้ยังคงดำเนินต่อไปและอาจรุนแรงขึ้นภายใต้การบริหารชุดปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับจีนในประเด็นต่างๆ มากขึ้น
ความร่วมมือทางทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และความพยายามที่จะขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องพิจารณาถึงความมั่นคงของภูมิภาคอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ ต่อจีนจาก ‘จุดยืนที่แข็งแกร่ง’ เป็น ‘ท่าทีที่ก้าวร้าว’ นั้นสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากจีนในเวทีโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความมั่นคงในระยะยาว
ที่มา: South China Morning Post