⚡ ข่าวด่วน
|
🌤️ กำลังโหลด... | 📅 28 กรกฎาคม 2569

สหรัฐฯ วอล์กเอาท์ถอนตัวจากการประชุม UN หลังฝรั่งเศสวิจารณ์สิทธิมนุษยชน

🕒 28 กรกฎาคม 2569 ⏱️ อ่าน 5 นาที 👁️ 3 วิว ✍️ ฝ่ายข่าวต่างประเทศ ทีมข่าว ThaiPTV

คณะเจ้าหน้าที่การทูตของสหรัฐฯ ได้เดินออกจากที่ประชุมสหประชาชาติขณะที่คณะเจ้าหน้าที่การทูตของฝรั่งเศสกำลังกล่าวถ้อยแถลง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นพันธมิตรยุโรปที่ใกล้ชิด ได้วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นบันทึกด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การกระทำที่สร้างความประหลาดใจนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่าด้วยยูเครน และเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ คัดค้านการต่อวาระการดำรงตำแหน่งของโฟล์คเคอร์ เติร์ก หัวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของ UN ออกไปอีกสี่ปี

การแต่งตั้งเติร์กใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศส การวอล์กเอาท์ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความตึงเครียดในวงกว้างระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป

ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยุโรป ที่ถูกทดสอบ

ความตึงเครียดเหล่านี้รวมถึงคำถามเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของทรัมป์ต่อองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับการประจำการกำลังทหารของสหรัฐฯ ในยุโรป และความปรารถนาของทรัมป์ที่จะควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนของเดนมาร์กซึ่งเป็นสมาชิก NATO ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เคยบ่นว่าชาวยุโรป ซึ่งไม่ได้ถูกปรึกษาหารือ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ในช่วงสงครามในอิหร่าน

ท่ามกลางความตึงเครียดดังกล่าว มาครงได้มีบทบาทนำในการพยายามสร้างเสริมศักยภาพทางทหารของยุโรป และสร้างความมั่นใจในร่มนิวเคลียร์ ในฐานะหนึ่งในสองมหาอำนาจนิวเคลียร์ของทวีป ร่วมกับสหราชอาณาจักร

สหรัฐฯ กล่าวหาฝรั่งเศส ‘เสแสร้งแสดงความไม่พอใจทางศีลธรรม’

หลังจากการวอล์กเอาท์ช่วงสั้นๆ เมื่อวันจันทร์ แดน เนเกรีย รองเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้กล่าวหาฝรั่งเศสว่า ‘เสแสร้งแสดงความไม่พอใจทางศีลธรรม’ และแกล้งทำเป็นสั่งสอนโลกในทุกเรื่อง รวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน

เขากล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ยืนหยัดเคียงข้างฝรั่งเศสในทุกความขัดแย้งที่ ‘เสรีภาพของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย’ และอดทนต่อการโอ้อวดของฝรั่งเศส ‘ด้วยความรู้สึกของความเป็นมิตรและความเคารพซึ่งกันและกัน’ แต่จากนี้ไปจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

ที่มา: South China Morning Post

แชร์ข่าวนี้: Facebook X (Twitter) LINE

📰 ข่าวที่เกี่ยวข้อง