ครม. ไฟเขียวมาตรการภาษีหนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ลดหย่อนได้ 2 เท่า

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม เพิ่มสิทธิหักลดหย่อนภาษี 2 เท่า พร้อมขยายการยกเว้นภาษีหลากหลายประเภท

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยการเพิ่มสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่าของเงินบริจาค เพื่อส่งเสริมการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

วันนี้ (21 ก.ค.2569) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. ได้มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายระยะเวลาและเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ที่ให้การสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร อีกทั้งยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้การเข้าถึงสิทธิประโยชน์เป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายและสาระสำคัญของมาตรการภาษีใหม่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเสริมสร้างศักยภาพของวิสาหกิจเพื่อสังคมให้สามารถดำเนินกิจการเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับกลุ่มเปราะบางได้มากขึ้น

สาระสำคัญของการปรับปรุงมาตรการภาษีนี้ประกอบด้วย:

  • การขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยสามารถนำไปหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า ผ่านระบบ e-Donation ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 เป็นต้นไป โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด เดิมสิทธินี้ครอบคลุมเฉพาะนิติบุคคลและสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2566
  • การเพิ่มสิทธิประโยชน์พิเศษ สำหรับผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จากเดิมที่หักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า เป็น 2 เท่า สำหรับรายการที่ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2571
  • การขยายการยกเว้นภาษี ครอบคลุมภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการโอนทรัพย์สินหรือบริจาคทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 เป็นต้นไป และไม่มีการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด

การลดขั้นตอนและสร้างแรงจูงใจ

ในด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ร่างพระราชกฤษฎีกานี้ยังได้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจดแจ้งความประสงค์เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยกำหนดระยะเวลาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และลดปัญหาการพลาดสิทธิเนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันวิสาหกิจเพื่อสังคมมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานและพัฒนาสังคม โดยมีการจ้างงานรวมกว่า 11,500 คน ในจำนวนนี้เป็นการจ้างงานกลุ่มเปราะบางกว่า 6,600 คน การปรับปรุงมาตรการภาษีครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและประชาชนร่วมสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายกิจการและเพิ่มโอกาสการจ้างงานแก่ผู้ที่สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ

ที่มา: ThaiPBS