ใบถิ่นที่อยู่ถาวร: ชีวิตใหม่และสถานะบุคคลใน อ.ฝาง 3.4 แสนคนรอ
สำรวจผลลัพธ์การแก้ปัญหาสถานะบุคคลในอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ หลัง ครม. ขยายเวลา 1 ปี ให้ 3.4 แสนคนมีโอกาสได้รับใบถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติไทย ชีวิตพลอยและมดสะท้อนความเปลี่ยนแปลงและการรอคอย.



ทีมข่าวการเมืองรายงานว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินการตามหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้กับชาวต่างด้าวที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร โดยเป็นการขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี เพียงครั้งเดียว โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ซึ่งจากเดิมกำหนดไว้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569
การขยายเวลาดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมา การดำเนินงานมีความคืบหน้าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสาเหตุหลักมาจากกลุ่มเป้าหมายยังไม่มารายงานตัวเพื่อยื่นคำขอพัฒนาสถานะ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติยังคงเดิมทุกประการ เช่น กรณีบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรนานหลายสิบปี จะได้รับการพิจารณาให้ ‘หนังสือรับรองการได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร’ โดยมีคุณสมบัติทั่วไป เช่น ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้ และไม่พบหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น สำหรับบุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย จะได้รับการพิจารณา ‘สัญชาติ’ หากเป็นบุตรของบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมในปี 2548-2554
นอกจากนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้กรมการปกครองกำหนดแนวทางคัดกรองและบริหารจัดการกลุ่มตกค้าง เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคงและป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบของผู้ไม่หวังดีและเครือข่ายอาชญากรรม
ก่อนหน้านี้ ประชาไทได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับการถอดหลักคิดและที่มาของนโยบายนี้ผ่านการสัมภาษณ์ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นนโยบายที่ค้างคามานานและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจในสังคม
ในตอนที่ 2 นี้ จะเป็นการนำเสนอ ‘ชีวิตจริง’ จากพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ลงสำรวจเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าและอุปสรรคของนโยบายเร่งรัดการแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล โดยได้พูดคุยกับผู้ที่ได้รับสถานะอยู่อาศัยถาวร และผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ตามมติ ครม. นี้ รวมถึงภาคประชาสังคมที่ใกล้ชิดกับชุมชนและให้การสนับสนุนหน่วยงานราชการ ตลอดจนมุมมองจากจังหวัดเชียงใหม่เองที่ได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะไปยังส่วนกลาง
มติ ครม. ในรัฐบาลเศรษฐา (29 ตุลาคม 2567) มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาให้กับชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อดีตและไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้ รวมถึงกลุ่มบุตรที่เกิดในไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 483,000 คน ที่รอการกำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมายและเพื่อให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ได้มากขึ้น โดยปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จไปเพียง 140,000 คน
หัวใจสำคัญของมติ ครม. นี้คือการลดขั้นตอนการพิจารณาคำขอให้เหลือเพียง 5 วัน จากเดิมที่กำหนดไว้ 270 วัน สำหรับการขอใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร และ 180 วัน สำหรับการขอมีสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ แต่ในชีวิตจริงอาจต้องรอนานกว่านั้นมาก
กลุ่มเป้าหมายของนโยบายแบ่งได้ดังนี้:
- กลุ่มแรก: ผู้อพยพมาอยู่ไทยที่เคยสำรวจไว้ตั้งแต่ปี 2527-2542 มีประมาณ 120,000 คน (เลขประจำตัวประเภท 6)
- กลุ่มที่สอง: ผู้อพยพมาอยู่ไทยที่ได้รับการสำรวจเมื่อปี 2548-2554 มีประมาณ 215,000 คน (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 89)
- กลุ่มที่สาม: กลุ่มบุตรที่เกิดในไทยของชนกลุ่มน้อย มีประมาณ 29,000 คน
- กลุ่มที่สี่: กลุ่มบุตรที่เกิดในไทยของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยมีการสำรวจไปแล้วประมาณ 113,000 คน
อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ (ภาพโดย วรรณา แต้มทอง)
เสียงจากชนกลุ่มน้อยที่ได้ ‘Thai PR’
‘บัตรใหม่’ เปลี่ยนชีวิตแค่ไหน
พลอย* หญิงชาวไทใหญ่ อายุราว 40 ปี ที่อาศัยในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คือหนึ่งในผู้ที่ได้รับสถานะอยู่อาศัยถาวร (Permanent Residence หรือ Thai PR) จากนโยบายแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567
พ่อกับแม่ของพลอยเป็นชาวไทใหญ่ ย้ายมาทำงานที่ประเทศไทยเมื่อปี 2530 ต่อมาให้กำเนิดพี่ชายที่ไทย ส่วนพลอยเกิดที่รัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่ออายุ 6 เดือนจึงย้ายมาฝั่งไทย
พ่อแม่ของพลอยถือ ‘บัตรเลข 6’ หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หัวบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 6 (ประเภทบุคคลบนพื้นที่สูง) โดยพ่อกับแม่ไปทำบัตรใบนี้โดยไม่ได้พาลูกทั้งสองไปด้วย เพราะไม่ทราบว่าจะต้องจัดการเรื่องสถานะบุคคลให้ลูกอย่างไร จากกลุ่มเป้าหมายสี่กลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น พ่อกับแม่ของพลอยจัดอยู่ในกลุ่มแรก ปัจจุบันแม่ของพลอยได้รับใบถิ่นที่อยู่ถาวรแล้ว ส่วนพ่อซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่ประสงค์จะพัฒนาสถานะบุคคลแล้ว
ในกรณีของพลอย เธอได้เข้าโรงเรียนและได้รับการสำรวจตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลปี 2548 นั่นทำให้เธอได้รับ ‘บัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่ม 0-89’ หรือ ‘บัตรเลข 0 กลุ่ม 89’
ผู้ถือบัตร 0-89 หมายถึง บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับผ่อนผันให้อยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทยได้อย่างชั่วคราว คนกลุ่มนี้มีสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่อาศัยในไทยได้ ทำงานได้ แต่มีข้อจำกัดในการเดินทางออกนอกเขตที่กำหนด (คนกลุ่มนี้ยังไม่ถือว่ามีสถานะการเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีสถานะทางทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสมบูรณ์)
“ตอนมาใหม่ๆ คนที่ถือบัตร 0-89 ลำบากเหมือนกันนะ ถ้าจะไปในตัวเมืองเชียงใหม่ก็ต้องไปขอหนังสือ (ขออนุญาต) เดินทางจากอำเภอทุกรอบ การเดินทางลำบาก สิทธิการรักษาพยาบาลก็ไม่ครอบคลุมเหมือนตอนนี้”
แม้ว่าภายหลังจะมีการเปิดโอกาสให้คนที่ถือบัตร 0-89 สามารถเดินทางภายในจังหวัดได้ แต่ถ้าต้องการเดินทางไปจังหวัดอื่น จะต้องไปยื่นคำขอที่อำเภออยู่ดี
ผลจากมติ ครม. ปี 2567 ทำให้คนที่ ‘ทันรอบสำรวจปี 2548’ อย่างพลอย เข้าเกณฑ์ผู้มีสิทธิยื่นขอมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ถาวร ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยพลอยยื่นคำขอเมื่อเดือนกันยายน 2568 ทว่าประสบกับความล่าช้าอยู่บ้าง เพราะชื่อพ่อกับแม่ในปัจจุบันไม่ตรงกับในทะเบียนประวัติ
“เรารู้สึกว่าเราไปยื่นแล้วเราท้อ เราไปเจออะไรหลายๆ อย่าง ไม่อยากจะทำแล้ว แต่คิดไปคิดมา ก็อดทนเพื่ออนาคต เพื่อสิทธิวันข้างหน้า”
เธอเล่าว่าความคลาดเคลื่อนนี้เกิดขึ้นจากการสะกดคำผิดในตอนที่มีการสำรวจสถานะทางทะเบียนในปี 2548 ตอนนั้นครูเก็บข้อมูลชื่อพ่อแม่ของเธอตามคำบอกปากเปล่า ไม่ได้เรียกดูเอกสารใดมาเทียบเคียงความถูกต้อง
“ตอนที่เขาสอบประวัติเราที่โรงเรียน ครูไม่ขอดูเอกสาร แล้วพ่อแม่ก็ไม่รู้เรื่องอะไร เหมือนบัตรของเขา (พ่อแม่) เขาจะหวงมากเลย เมื่อก่อนน่ะก็จะเอาติดตัวไปทุกที่ ถ้าลูกขอไปสมัครที่โรงเรียนก็จะไม่ให้เลย แล้วก็ครูก็จะฟังที่เด็กตอบว่าแม่ชื่ออะไร”
“เวลาจะมาแก้ มาเติม มันต้องไปตรวจสอบวันเดือนปีเกิดของพ่อของแม่ ก็เจอว่าเป็นคนละคนหมดเลย แล้วเราก็เอาบัตรพ่อแม่ไปยืนยัน เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นพ่อแม่ลูกกันจริง เราก็เลยต้องมีพยาน ก็เอาแม่ไปสอบ โชคดีว่าหน้าตาเหมือนกันค่ะ”
บัตรใบนี้คือ ‘บัตรเลข 8’ เปรียบเสมือนบัตรประชาชนของคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับสิทธิให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการถาวร
เมื่อถือบัตรใหม่ เธอมีสิทธิในการเดินทางออกนอกเขตจังหวัดโดยที่ไม่ต้องเข้าไปขออนุญาตจากอำเภอ มีสิทธิซื้อของเป็นชื่อตัวเองจากเดิมที่ต้องอาศัยชื่อของสามีคนไทย ลูกของเธอทั้ง 3 คนจึงมีสัญชาติไทยตามพ่อ
“เมื่อก่อนเราไม่มีสิทธิ์ซื้อของด้วยชื่อตัวเอง ซื้อแต่ละทีจะเป็นชื่อแฟนหมดเลย (พอได้บัตรใหม่มาแล้ว) ก็ภูมิใจค่ะ แบบว่าเราไม่เคยมี เหมือนจะซื้อรถมอ’ไซค์ เราก็บอกแฟนว่าจะซื้อเป็นชื่อเราแล้วนะ ไม่เอาชื่อเธอแล้ว”
หลังจากที่อยู่ในประเทศไทยมานาน เมื่อได้ขยับสถานะบุคคล ตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร? พลอยบอกว่าการที่เธอได้รับสถานะอยู่อาศัยถาวรทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับจากสังคมไทยมากขึ้น เธอยกตัวอย่างประสบการณ์ในการเข้าไปติดต่อธุระที่อำเภอ พักหลังๆ มานี้ เจ้าหน้าที่และปลัดให้คำแนะนำเธออย่างดี ฝั่งเธอเองก็กล้าถาม กล้ามีสิทธิมีเสียงมากขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยก่อน เธอไม่อยากจะเข้าไปติดต่ออำเภอเท่าไร เพราะเคยถูกเจ้าหน้าที่บางคนใช้คำพูดไม่ค่อยดี สาเหตุที่ทำให้ได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้นจากเจ้าหน้าที่ พลอยเดาว่าอาจมีส่วนมาจากนโยบายการเร่งรัดพัฒนาสถานะบุคคลที่ถูกประกาศออกมาเป็นกฎหมาย สิ่งนี้ช่วยกำหนดแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ชัดขึ้น
“อาจจะเป็นเพราะข้อกฎหมาย ก่อนหน้านี้ เราเข้าไป (ที่อำเภอ) แล้วมันไม่ได้เป็นแบบนี้ค่ะ เคยมีที่เราเข้าไปถาม แล้วก็ได้รับคำตอบที่ทำให้เรารู้สึกไม่อยากเข้าไป แต่ว่ารอบนี้เรารู้สึกว่าเขาเปิดมากขึ้น รับฟังคนแบบเรามากขึ้น”
ในอนาคตเมื่อพลอยมีใบที่อยู่ถาวรเป็นเวลา 5 ปี และผ่านเกณฑ์ข้ออื่นๆ ด้วย เธอจะมีสิทธิยื่นเรื่องขอแปลงสัญชาติได้
พลอยบอกว่าตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไร เป็นเรื่องอนาคต แต่ลูกของเธอชื่นชอบประเทศจีน ถ้าลูกได้ไปเรียนต่อหรือทำงาน เธอก็พร้อมสนับสนุนและอาจยื่นขอสัญชาติไทยเพื่อให้ไปเยี่ยมลูกได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเลข 8 ยังไม่สามารถทำพาสปอร์ตไทยในรูปแบบเดียวกับคนสัญชาติไทย แต่ต้องใช้เอกสารเดินทางอีกประเภทหนึ่ง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งข้อมูลไว้เมื่อปี 2565 ระบุว่า คนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย มีสิทธิเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยจะต้องทำหนังสือเดินทางคนต่างด้าว (Travel Document for Aliens – T.D.) เพื่อใช้เป็นเอกสารเดินทาง โดยเอกสารนี้มีอายุ 1 ปี
มด* วัย 30 ปี หญิงชาติพันธุ์ไทใหญ่อีกคนหนึ่งที่อาศัยในอำเภอฝาง และได้รับ ‘บัตรเลข 8’ จากมติ ครม. ปี 2567 เช่นเดียวกัน มดย้ายเข้ามาอยู่ในไทยเมื่อปี 2546 โดยพ่อแม่ของเธอเป็นแรงงานที่ถือพาสปอร์ต ต่อมามดอยู่ในกลุ่มคนที่ได้รับการสำรวจตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลในช่วงปี 2554 เธอจึงเข้าเกณฑ์ผู้มีสิทธิยื่นขอสถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรตามมาตรา 17 (พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522) ทว่ากระบวนการยื่นเรื่องของมดดูไม่วุ่นวายเท่าของพลอย ส่วนหนึ่งคือไม่มีจุดที่ข้อมูลปัจจุบันกับในทะเบียนประวัติไม่ตรงกัน อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมดจ่ายเงินราวๆ 5,000 บาทให้กับ ‘ผู้ใหญ่’ ให้เรื่องดำเนินไปอย่างรวดเร็ว นอกจากมดแล้ว แหล่งข่าวอีกหลายๆ คนก็บอกเล่าประเด็นนี้หลังจากที่มดได้บัตรใหม่.
ที่มา: ประชาไท