ทรัมป์หันใช้มาตรการบีบเศรษฐกิจ หลังโจมตีอิหร่านไม่เป็นผล

การทัพทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านยังไม่สามารถบังคับให้กรุงเตหะรานยอมจำนนได้ ทำให้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลับมาเดิมพันอีกครั้งว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงจะสามารถจัดการกับสถานการณ์นี้ได้
เนื่องจากขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นและกังวลว่าจะทำสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมต่อไป ประธานาธิบดีทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเขาจึงหันกลับไปใช้กลยุทธ์เดิมกับอิหร่าน นั่นคือการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและการปิดล้อมทางทะเลเพื่อสกัดกั้นการส่งออกน้ำมัน
การเน้นย้ำถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งเคยถูกขนานนามว่า ‘แรงกดดันสูงสุด’ ในสมัยแรกของทรัมป์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้ ที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันได้ข่มขู่ว่าจะเพิ่มการปฏิบัติการทางทหารหลังจากทำสงครามกับกรุงเตหะรานมาเกือบ 6 เดือน
แม้ว่าแนวทางนี้ไม่สามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการก่อนปี 2020 แต่เขากับทีมงานให้เหตุผลว่าครั้งนี้จะสำเร็จ
ไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันจันทร์ว่า ‘ปฏิบัติการ Economic Fury ที่นำโดยรัฐมนตรีสกอตต์ เบสเซนต์ กำลังทำลายเศรษฐกิจอิหร่าน’ เขากล่าวว่าประเทศอิหร่านจะ ‘ดูดซับการทิ้งระเบิด’ แต่ชาวอิหร่านกลัวเบสเซนต์มากกว่ารัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซ็ธ
ทรัมป์ ได้แสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกันเมื่อวันอาทิตย์กับ Axios โดยกล่าวว่าเขา ‘ลดระดับความรุนแรง’ กับอิหร่าน และเสริมว่า ‘เราแค่เฝ้าดูอิหร่านที่กำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงลิบลิ่ว และความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีเงิน’
เบสเซนต์ ได้กล่าวในประเด็นที่คล้ายกันเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ในรายการ Fox โดยระบุว่า ‘รัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนต้องทนทุกข์ และเราจะยังคงกดดันต่อไป’
ที่มา: South China Morning Post