PHAT เคาะราคา IPO 2 บ./หุ้น ลุยเทรด mai ส.ค.นี้ มั่นใจผลตอบรับ
PHAT หรือ กลุ่มภัทร กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่ 2 บาทต่อหุ้น จำนวน 118.86 ล้านหุ้น โดยเตรียมเปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 นี้ และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ภายในเดือนเดียวกัน วางแผนระดมทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจอย่างการก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์ม และโครงการผลิตก๊าซชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และหนุนอัตรากำไรให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
นางสาวนันทรัตน์ แสงสุวรรณนุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะแกนนำผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วมของ PHAT เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ คิดเป็นร้อยละ 25.21 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขาย โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท และระบุว่าราคาที่เสนอขาย 2 บาทต่อหุ้น เป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน สอดคล้องกับสภาวะตลาดปัจจุบัน และศักยภาพการเติบโตของบริษัทในอนาคต
ทั้งนี้ ราคาเสนอขายคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) อยู่ที่ประมาณ 5.91 เท่า โดย PHAT ได้ลงนามแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วม พร้อมแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายอีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
ระดมทุนขยายธุรกิจปาล์มสู่ ‘New Engine’
นายสมนึก จันทวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PHAT กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับและขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 230 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว แม้ว่าตลาดทุนและการเสนอขายหุ้น IPO ในช่วงที่ผ่านมาจะอยู่ในภาวะผันผวน แต่บริษัทก็ยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการนี้ ผู้ถือหุ้นเดิมยังสมัครใจ Lock-up หุ้นทั้งหมด 100% ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะเติบโตไปพร้อมกับผู้ถือหุ้นรายใหม่ และความมั่นใจในศักยภาพการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน จำนวน 150 ล้านบาท จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และเงินส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนในโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) และโครงการโรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าจะเป็น “New Engine” ในการสร้างรายได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป เนื่องจากธุรกิจ CPKO สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเดิม โดยผลิตภัณฑ์มีราคาสูงกว่าเมล็ดในปาล์มทั่วไป ขณะที่ต้นทุนคงที่ จึงส่งผลให้อัตรากำไรมีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น
ปัจจุบัน บริษัทได้ขยายกำลังการผลิตจากเดิม 60 ตันต่อชั่วโมง เป็น 90 ตันต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้นถึง 50% ทำให้สามารถรองรับผลปาล์มสดได้สูงถึง 2,100 ตันต่อวัน ซึ่งรองรับทั้งความต้องการของตลาดภายในประเทศและการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 35-45%
รุกตลาดต่างประเทศ มุ่งขยายฐานในอินเดีย จีน
PHAT ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอินเดีย เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบด้านต้นทุน ทั้งอัตราภาษีส่งออกที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมถึงระยะทางขนส่งจากภาคใต้ของไทยไปยังอินเดียที่สั้นกว่า ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ในประเทศจีน เพื่อขยายตลาดเพิ่มเติมในอนาคต
ผลจากการเร่งขยายตลาดส่งออก ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสูงถึง 75% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการพลิกกลับมามีกำไรจากที่เคยขาดทุนก่อนหน้านี้
ธุรกิจปาล์มน้ำมัน: หุ้น Defensive เหมาะลงทุนระยะยาว
“ธุรกิจปาล์มน้ำมันเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่องทุกประมาณ 15 วัน จึงมีลักษณะคล้ายธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดประจำ (Recurring Income) และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าหลายอุตสาหกรรม จึงจัดอยู่ในกลุ่มหุ้น Defensive ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว” นายสมนึก กล่าว
บริษัทเชื่อว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่การเติบโตรอบใหม่ หรือ S-Curve จากการเพิ่มกำลังการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และการขยายตลาดส่งออก ซึ่งแตกต่างจากการเข้าระดมทุนในช่วงที่ธุรกิจเติบโตเต็มศักยภาพแล้ว
ผลประกอบการเติบโตโดดเด่น
นายพีรณัฐ สวัสดิจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน PHAT เปิดเผยว่า ผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 1,620.05 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 5.69 ล้านบาท ปี 2567 มีรายได้รวม 1,627.99 ล้านบาท และพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 44.67 ล้านบาท ส่วนในปี 2568 มีรายได้รวม 2,377.51 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 109.09 ล้านบาท
ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้ PHAT มีรายได้รวม 785.02 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3.47 ล้านบาท ซึ่งเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 273.32 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 47.06 ล้านบาท สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่โดดเด่นและประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้หลักจากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์มคิดเป็นร้อยละ 90 ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากผลิตภัณฑ์พลอยได้ โดยตั้งแต่ปี 2568 บริษัทได้ขยายตลาดไปยังอินเดีย ทำให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ในไตรมาส 1/2569 จากเดิมร้อยละ 20 ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการขยายฐานลูกค้าและเจาะตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงแห่งเดียว
ที่มา: MGR Online