ตำรวจท่องเที่ยวเร่งปราบ ‘ทัวร์เถื่อนต่างชาติ’ แย่งอาชีพคนไทย
ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่เร่งปราบปรามมัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติ โดยล่าสุดจับกุมหญิงชาวเมียนมาตั้งบริษัททัวร์ผิดกฎหมาย แย่งงานมัคคุเทศก์ไทยที่เป็นอาชีพสงวน
วันนี้ (28 มิ.ย.2569) เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 จ.เชียงใหม่ ได้เปิดเผยภาพหลักฐานของหญิงชาวเมียนมา 3 คน ซึ่งกำลังเดินทางท่องเที่ยวบริเวณประตูท่าแพ วัดพระธาตุดอยคำ และวัดพระธาตุดอยสุเทพ ในอำเภอเมืองเชียงใหม่
ภาพหลักฐานเหล่านี้จะถูกใช้ในการแจ้งข้อกล่าวหาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ หลังจากพบว่าเข้ามาทำงานเป็นมัคคุเทศก์อย่างผิดกฎหมาย

พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สารวัตร กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 เปิดเผยว่า เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากนโยบายของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวที่เน้นย้ำให้ตรวจสอบคนต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย โดยเฉพาะอาชีพมัคคุเทศก์ ซึ่งเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย ทางตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่จึงเริ่มรวบรวมข้อมูลและพบชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานเป็นมัคคุเทศก์

จากการเฝ้าติดตามพฤติกรรม พบว่าหญิงชาวเมียนมารายนี้อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว พานักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จัดการเรื่องอาหาร การจองโรงแรม และการให้บรรยายความรู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เฝ้าดูและถ่ายภาพวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน
เมื่อแสดงตัวตรวจสอบผู้ต้องสงสัยก็พบหลักฐานสำคัญคือ โปรแกรมนำเที่ยวและหลักฐานการโอนเงินค่าบริการ รูปแบบการหาลูกค้าของผู้ต้องหารายนี้คือ เปิดเพจเฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ในเชียงใหม่แล้วทำคำบรรยายเป็นภาษาเมียนมา พร้อมทิ้งเบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางติดต่อไว้ในเพจ หากคนเมียนมาสนใจทัวร์ ก็จะทักเข้ามา ก่อนจะส่งโปรแกรมทัวร์ให้ดู เสนอราคา และเมื่อตกลงกันได้ ก็จะส่งบัญชีธนาคารสำหรับโอนเงินเพื่อจ่ายค่าบริการ
พ.ต.ท.อวิรุทธ์ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาอาศัยอยู่ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ถือวีซ่าติดตามลูก โดยอ้างว่าเพิ่งเดินทางมาเชียงใหม่เป็นครั้งที่ 2 แต่จากการเฝ้าติดตาม ผู้ต้องหามีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่ามีความชำนาญ รู้จักจุดท่องเที่ยวสำคัญที่เป็นไฮไลท์ของ จ.เชียงใหม่เป็นอย่างดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ
พ.ต.ท.อวิรุทธ์ กล่าวว่า สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศเมียนมาทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรเข้ามาพำนักในจังหวัดเชียงใหม่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ความต้องการบริโภคสินค้าและบริการในกลุ่มภาษาเดียวกันก็สูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดการลักลอบทำทัวร์และไกด์เถื่อนในกลุ่มสัญชาตินี้เพิ่มขึ้นตามมา ส่วนกลุ่มสัญชาติอื่นๆ นอกจากชาวเมียนมาแล้ว เจ้าหน้าที่ยังคงให้ความสำคัญและเฝ้าระวังกลุ่มนักท่องเที่ยวสัญชาติใหญ่ๆ ที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก เช่น จีนและเกาหลีใต้
"ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อนจนถึงปัจจุบัน กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 จับกุมผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ จำนวน 9 กรณี ในจำนวนนี้ มีหลักฐานดำเนินคดีมัคคุเทศก์ 2 ราย เป็นชาวรัสเซียและชาวเมียนมา" พ.ต.ท.อวิรุทธ์ กล่าว
ที่ผ่านมา ตำรวจท่องเที่ยวได้มีการวางแผนบูรณาการกำลังและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการจับมือกับหน่วยงานหลักๆ อาทิ ตำรวจภูธรภาค 5 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสำนักงานทะเบียนมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว (กรมการท่องเที่ยว) การร่วมมือนี้จะเน้นไปที่การจัดกำลังออกตรวจตราและปฏิบัติงานร่วมกันตามวงรอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกวดขันและควบคุมการท่องเที่ยวให้เป็นไปตามกฎหมาย

สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่วอนเร่งปราบมัคคุเทศก์เถื่อนอย่างจริงจัง
นางพิกุล เรืองไชย นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ ระบุว่าปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติในเชียงใหม่มีมานานแล้ว ทั้งกลุ่มที่ใช้ภาษาเกาหลี ภาษาจีน และภาษาเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มคนเมียนมาที่มักจะทำทัวร์กันเอง พาญาติหรือเพื่อนมาเที่ยวชมวัดวาอาราม หากเจ้าหน้าที่ไม่ระมัดระวังก็อาจจะคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะหน้าตา ผิวพรรณ และการแต่งตัวใกล้เคียงกับคนไทย ทำให้เข้ามาแย่งอาชีพมัคคุเทศก์ไทยโดยไม่มีการจ้างงานไกด์ท้องถิ่น

ส่วนปัญหานอมินีและทุนเทา ที่มีกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจโดยใช้ชื่อคนไทยบังหน้า หรือนอมินี แม้ช่วงนี้จะเป็นช่วง Low Season ทำให้ภาพการรวมกลุ่มอาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่ปัญหาธุรกิจสีเทาก็ยังคงเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก โดยเฉพาะจากการที่ประเทศไทยมีนโยบายฟรีวีซ่าและอนุญาตให้อยู่ได้นานขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ กลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มทุนเหล่านี้เข้ามาฝังตัว สามารถส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์ และขยายธุรกิจนอมินีไปในหลากหลายรูปแบบ ส่งผลกระทบต่อคนท้องถิ่น คนในพื้นที่และมัคคุเทศก์ไทยต้องตกงาน
นอกจากนี้ ทุนเทายังขยายไปทำธุรกิจอื่นๆ แย่งอาชีพคนไทย เช่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และร้านขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะในย่านชุมชนหนาแน่น เช่น ย่านนิมมานเหมินท์และย่านตลาดจริงใจ เจ้าหน้าที่รัฐควรเอาจริงเอาจังในการตรวจสอบและปราบปรามปัญหานี้อย่างเด็ดขาด คนไทยในพื้นที่ต้องมีความรักชาติ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนด้วยการยอมเป็นนอมินี หรือให้ยืมชื่อบังหน้าในการทำธุรกิจให้กับกลุ่มทุนต่างชาติ
นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ เปิดเผยว่าปัจจุบันมีมัคคุเทศก์ในเชียงใหม่ประมาณ 2,000 คน ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกของสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่เกือบ 800 คน โดยช่วงนี้เป็นช่วง Low Season มัคคุเทศก์ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ทำงาน ประกอบกับได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางออกไป เครือข่ายทุนต่างชาติและไกด์เถื่อน ที่เข้ามาแย่งงานนำพานักท่องเที่ยวไปยังเครือข่ายธุรกิจของตนเอง จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพมัคคุเทศก์ไทย
แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มักจะเข้มงวดและตรวจสอบแต่กับคนไทยด้วยกันเอง เช่น ตรวจสอบการแขวนบัตรไกด์, ตรวจสอบเอกสาร Job Order จนเกิดเสียงตัดพ้อว่าเจ้าหน้าที่ควรไปเน้นตรวจสอบกลุ่มไกด์ต่างชาติมากกว่า ว่าบริษัทถูกต้องไหม เป็นไกด์เถื่อนแฝงตัวมาหรือไม่ สำหรับการจับกุมไกด์เถื่อนชาวเมียนมา นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ก็แสดงความชื่นชม ทั้งสำนักงานทะเบียนฯ และตำรวจท่องเที่ยว และอยากให้รักษามาตรฐานการทำงานที่จริงจังแบบนี้ต่อไป
อยากให้ตำรวจใช้มาตรการเชือดไก่ให้ลิงดู ออกกวาดล้างอย่างเด็ดขาด หากจับกุมผู้กระทำผิดได้แม้เพียงรายเดียว ก็ควรลงโทษอย่างจริงจังเพื่อเป็นตัวอย่าง ให้กลุ่มชาวต่างชาติที่ลักลอบทำอาชีพนี้เห็นว่ามีการตรวจจับและลงโทษจริง ควรใช้จังหวะที่มัคคุเทศก์ไทยมีงานน้อยในช่วงนี้ เดินหน้าขยายผล ตรวจสอบ และกวดขันจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยควรมุ่งเป้าไปที่ไกด์เถื่อน ไกด์ต่างชาติ รวมถึงบริษัททัวร์เถื่อนทั้งหมด
ไกด์ต่างชาติมีความรู้เรื่องกฎหมายไทยเป็นอย่างดีและมีวิธีหลบเลี่ยง ไม่ทำการบรรยายหรือพากย์ทัวร์ในจุดท่องเที่ยวสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนต่อหน้าสาธารณชน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับ หากมีคนชี้เป้าหรือแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจจับ ไกด์ต่างชาติเหล่านี้มักจะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำหน้าที่ไกด์ ไม่ได้บรรยายหรือพากย์ทัวร์ แค่มาเดินเที่ยวและถ่ายรูปร่วมกันเท่านั้น
แต่ปัญหานี้ส่วนหนึ่งก็เกิดจากคนไทยบางส่วนที่ให้การสนับสนุน เพราะนึกถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ระยะสั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบในภาพรวมและผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับประเทศหรือเพื่อนร่วมอาชีพในระยะยาว
ที่มา: ThaiPBS