สคพ.1 ตรวจน้ำสาละวินต่อเนื่อง หลังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เพิ่มความถี่ตรวจแม่น้ำสาละวินเป็นรายเดือน หลังพบสารหนูเกินค่าต่อเนื่องยังคงมีเหมืองแร่ชาวบ้านทำริมน้ำและสารหนูสะสมในตะกอนดินสูง
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) ได้มอบหมายให้ทีมงานลงพื้นที่ อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนดินในแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำสาขา รวมถึงส่งตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์ปฏิบัติการวิเคราะห์มลพิษและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ
จุดเก็บตัวอย่างในแม่น้ำสาละวินมีจำนวน 6 จุด ตั้งแต่บ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง ไปจนถึงบ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังมีการเก็บตัวอย่างจากแม่น้ำสาขาอีก 4 จุด ได้แก่ แม่น้ำแม่สามแลบ แม่น้ำยวม แม่น้ำปาย และแม่น้ำแม่ปอ

ทีมข่าวไทยพีบีเอส ภาคเหนือ ได้ติดตามการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างในแม่น้ำสาละวิน ซึ่งพบว่าในช่วงฤดูฝนแม่น้ำสาละวินมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวและสีขุ่นเข้ม การเก็บตัวอย่างได้รับความร่วมมือจาก อบต.แม่สามแลบ ที่มีความรู้ความชำนาญในพื้นที่ นำเรือของชาวบ้านมาช่วยเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดิน โดยเน้นจุดที่ใกล้กับหมู่บ้านที่ชาวบ้านยังคงต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสาละวินเพื่อการอุปโภค บริโภค เกษตรกรรม และการประมง เช่น บ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง, บ้านแม่สามแลบ และบ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

ในระหว่างการเก็บตัวอย่างช่วงฤดูน้ำหลาก พื้นที่เกษตรกรรมที่เป็นเนินทรายและตะกอนดินส่วนใหญ่จะถูกน้ำท่วม ชาวบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย ผู้มีอาชีพขับเรือขนส่งกล่าวว่าในช่วงหน้าฝนการขนส่งทางน้ำลดลง เนื่องจากแม่น้ำสาละวินมีความเชี่ยวและอันตราย ชาวบ้านยอมรับว่านอกจากใช้ในการขนส่งแล้ว ยังคงใช้น้ำสาละวินอาบและจับปลาบ้าง เพราะอาศัยอยู่ริมน้ำซึ่งมีทางเลือกแหล่งน้ำไม่มากนัก แม้จะตระหนักดีว่าแม่น้ำสาละวินมีการปนเปื้อนสารพิษ เช่นเดียวกับที่บ้านสบเมย ซึ่งเป็นที่บรรจบของแม่น้ำเมยก่อนไหลลงสู่แม่น้ำสาละวินและเข้าสู่เมียนมา ยังคงพบชาวบ้านนั่งเรือตกปลาในแม่น้ำสาละวิน แม้ผลการตรวจของกรมควบคุมมลพิษจะยังคงพบการปนเปื้อนสารพิษอย่างต่อเนื่อง
ที่บ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ริมแม่น้ำสาละวิน คณะทำงานได้พูดคุยกับชาวบ้าน 7 คน ซึ่งในหมู่บ้านใช้ระบบประปาภูเขาจากลำธารใกล้หมู่บ้าน เมื่อสอบถามถึงน้ำดื่มน้ำใช้ ชาวบ้านได้พาไปดูน้ำประปาภูเขาที่ใช้ในบ้าน รวมถึงดื่ม กิน และทำอาหาร ชาวบ้านที่นี่สะท้อนว่าในช่วงฤดูฝนน้ำประปาภูเขาจะขุ่น จึงต้องต้มน้ำดื่ม ส่วนในช่วงหน้าแล้งน้ำจะมีเพียงพอ เมื่อก่อนเคยลงเล่นน้ำในแม่น้ำสาละวิน แต่ทุกวันนี้ไม่กล้าลงแม่น้ำเนื่องจากกังวลผลกระทบจากสารพิษ
นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ปัญหาสารพิษที่ตรวจพบในแม่น้ำสาละวินส่งผลกระทบอย่างมากต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวบ้านผูกพันกับแม่น้ำ เมื่อเกิดการปนเปื้อนสารพิษก็ได้แจ้งเตือนชาวบ้านไปแล้ว แต่ปัญหาคือชาวบ้านขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาด แม้จะมีลำธารสาขาของแม่น้ำสาละวิน แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน กรมทรัพยากรน้ำได้ลงพื้นที่สำรวจแล้ว แต่ติดปัญหาด้านงบประมาณ ซึ่งหากเข้าสู่ฤดูแล้งอาจทำให้ชาวบ้านขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคได้ เพราะปัจจุบันแม่น้ำสาละวินไม่สามารถใช้ได้เหมือนเดิมจากการปนเปื้อนสารพิษ
นางสาวปิยนุช ทรวงคำ ผู้อำนวยการส่วนจัดการคุณภาพน้ำ อากาศและเสียง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) กล่าวว่า ภารกิจเฝ้าระวังและติดตามการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำสาละวินเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และพบว่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานมาโดยตลอด ตัวอย่างถูกเก็บตั้งแต่ชายแดนที่แม่น้ำสาละวินไหลเข้าประเทศไทยใน อ.แม่สะเรียง จนถึง อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ก่อนที่แม่น้ำสาละวินจะไหลเข้าสู่เมียนมา
การตรวจติดตามครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ซึ่งผลการตรวจที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าระดับสารหนูมีการขึ้นลงสอดคล้องกับปริมาณน้ำ ในครั้งแรกที่เก็บตัวอย่างในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูน้ำหลาก ระดับน้ำสูงและความขุ่นค่อนข้างมาก ส่วนช่วงเดือนมีนาคม (การตรวจครั้งที่ 3) และพฤษภาคม (การตรวจครั้งที่ 4) ค่าของสารหนูจะสูงกว่าครั้งแรก ซึ่งเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำในฤดูแล้ง ถึงแม้แม่น้ำสาละวินจะมีปริมาณน้ำมากและค่อนข้างลึก แต่สารหนูก็ยังคงเกินค่ามาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแหล่งกำเนิดของสารพิษที่ปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินยังคงมีอยู่ตลอด ช่วงแรกจะทำการตรวจทุก 2 เดือน แต่หลังจากเก็บตัวอย่างในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป จะเก็บทุกเดือนเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสารพิษอย่างใกล้ชิด ส่วนผลการตรวจตะกอนดินพบว่ามีสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกรอบอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน (มากกว่า 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมแห้ง) โดยพบสารหนูสะสมในตะกอนดินระหว่าง 34-60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมแห้ง ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับแม่น้ำกก และแม่น้ำสายในจังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่

สารหนูที่สะสมตกค้างในตะกอนดินจำเป็นต้องเฝ้าระวังสัตว์หน้าดินและห่วงโซ่อาหารในแม่น้ำสาละวิน จากการลงพื้นที่ตรวจน้ำและตะกอนดินของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบว่าก่อนหน้านี้มีลักษณะการทำเหมืองทอง 2 จุด บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน ใกล้กับจุดที่แม่น้ำไหลเข้าประเทศไทย จากการลงพื้นที่ล่าสุดของทีมข่าวไทยพีบีเอส ยังพบเห็นการทำเหมืองของชาวบ้าน 1 จุด ริมแม่น้ำสาละวิน เส้นทางระหว่างบ้านแม่สามแลบ-บ้านสบเมย ซึ่งมีการนำน้ำจากแม่น้ำสาละวินมาฉีดสกัดแร่
ข้อมูลจากสติมสันเซ็นเตอร์ (Stimson Center) สถาบันคลังสมองของสหรัฐอเมริกา รายงานว่าบริเวณลุ่มน้ำสาละวินมีเหมืองแร่จำนวน 141 แห่ง อย่างไรก็ตาม ปัญหาสารพิษในแม่น้ำสาละวินยังไม่ได้รับการยืนยันด้วยผลนิติวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เหมือนกรณีของแม่น้ำกกและแม่น้ำสายในจังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่ ที่ทีมวิจัย สกสว.ระบุชัดเจนว่าเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา ซึ่งในอนาคตจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อระบุให้ชัดเจนว่าสารพิษเกิดจากการทำเหมืองแร่หรือไม่ และเป็นเหมืองแร่ชนิดใด โดย โกวิทย์ บุญธรรม จากไทยพีบีเอส
ที่มา: ThaiPBS