วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 50 ต่อ 48 เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน
วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 50 ต่อ 48 ให้ยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณความกังวลต่อความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและงบประมาณที่เพิ่มขึ้น.
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านมติว่าด้วยอำนาจในการทำศึกของฝ่ายบริหาร โดยมีจุดประสงค์เพื่อหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติม
การลงมตินี้ถือเป็นครั้งแรกที่สภาสูงสหรัฐฯ ผ่านมติลักษณะนี้ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านมติดังกล่าวไปแล้วเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2569
วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 50 ต่อ 48 เสียง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หลังจากที่ข้อเสนอเดียวกันนี้เคยถูกปัดตกจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมากของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาแล้วถึง 9 ครั้ง การลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นในสภาคองเกรสเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงข้อมูลในข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น
รายงานระบุว่า ทั้งสภาล่างและสภาสูงของสหรัฐฯ ผ่านมตินี้ในช่วงเวลาที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เสนอของบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่สูญเสียไปในการทำศึกกับอิหร่าน ท่ามกลางภาวะพลังงานและค่าครองชีพของชาวอเมริกันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า สภาคองเกรสยังได้ติงข้อมูลในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งเป็นข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่เสนอวงเงินสนับสนุนการฟื้นฟูอิหร่านสูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าวงเงินประมาณ 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อดีตรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา เคยเสนอในข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อปี 2558 อย่างมาก
ในช่วงสัปดาห์แรกของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประเมินงบประมาณการทำศึกไว้ที่ราว 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ และผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ปฏิบัติการ ‘Operation Epic Fury’ ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 นี้ อาจต้องใช้งบประมาณสนับสนุนสูงถึงประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ชี้ว่า งบประมาณที่บานปลายของ ‘Operation Epic Fury’ สะท้อนว่านี่คือ ‘Operation Epic Failure’ ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายต่างประเทศที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และไม่ควรมีการทุ่มเทงบประมาณจากภาษีของชาวอเมริกันเพื่อใช้สนับสนุนปฏิบัติการนี้เพิ่มเติมอีก โดยไม่นับรวมงบประมาณด้านกลาโหมโดยรวมที่รัฐบาลทรัมป์ 2.0 เสนอต่อสภาคองเกรสในปี 2569 นี้ ซึ่งรวมแล้วประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบถึงร้อยละ 50
อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า มติดังกล่าวเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่สะท้อนความคิดเห็นของสภาคองเกรส ซึ่งเป็นผู้แทนของชาวอเมริกัน แต่ไม่ต้องให้ทรัมป์ลงนามรับรอง
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า ทรัมป์ไม่พอใจที่มีสมาชิกรีพับลิกันในสภาคองเกรสร่วมโหวตสนับสนุนมตินี้ และเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา เขาก็ได้เดินทางไปพบกับวุฒิสมาชิกฝ่ายพรรครีพับลิกันที่สภาคองเกรสด้วยตนเอง หลังจากที่มอบหมายให้รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในช่วง 60 วันหลังจากการสรุป MOU
ที่มา: ThaiPBS