ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ทบทวนนโยบายควบคุมทหาร หลังเกิดเหตุฆาตกรรมที่โอกินาวา
ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกากำลังทบทวนนโยบายที่ควบคุมการปฏิบัติของบุคลากรทางทหารอเมริกันประจำการในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฐานทัพในญี่ปุ่น หลังจากเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่เกาะโอกินาวา ซึ่งผู้ต้องสงสัยเป็นอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ
การทบทวนดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการจับกุมเคนเน็ธ แฟรงคลิน ชินซาโตะ อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ วัย 32 ปี ในข้อหาต้องสงสัยฆาตกรรมริสะ ชิมาดะ หญิงสาวชาวญี่ปุ่นวัย 20 ปี เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวางและจุดประกายการเรียกร้องให้เข้มงวดมาตรการควบคุมบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ ได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคต เช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวา ทาเคชิ โอนากะ ที่ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์นี้ และได้เดินทางไปยังกรุงโตเกียวเพื่อพบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการแก้ไขปัญหา
ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น สหรัฐฯ ได้ประกาศ “มาตรการยับยั้งและป้องกัน” ชั่วคราว ซึ่งรวมถึงการห้ามการดื่มสุรานอกฐานทัพและการออกนอกฐานทัพในเกาะโอกินาวาในช่วงกลางคืนสำหรับบุคลากรทางทหารและพลเรือนของสหรัฐฯ
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่บุคลากรทางทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรง ในอดีตเคยมีกรณีที่ทหารสหรัฐฯ ก่อเหตุอาชญากรรม เช่น การข่มขืน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และประชาชนในพื้นที่ตึงเครียดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกินาวา ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ จำนวนมาก
การทบทวนนโยบายครั้งนี้มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวญี่ปุ่น และลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากการประจำการของกองกำลังสหรัฐฯ ในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพันธมิตรด้านความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ
ที่มา: South China Morning Post