ผับห้วยขวางถูกบุก! สงสัยใช้ ‘นอมินี’ เตรียมขยายผลลงทุนจีน

เจ้าหน้าที่ดำเนินการบุกเข้าตรวจค้นผับแห่งหนึ่งในย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร หลังพบว่ามีการเปิดให้บริการโดยไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง และเคยถูกสั่งปิดไปเมื่อหนึ่งปีก่อน นอกจากนี้ ทางการยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดตั้งโครงสร้างการเป็นเจ้าของแบบนอมินีอีกด้วย
เมื่อเวลา 01.30 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา ตำรวจและชุดปฏิบัติการพิเศษจากกรมการปกครอง ได้บุกเข้าตรวจค้น 577 คลับ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ผับจีนห้วยขวาง” ซึ่งตั้งอยู่บนซอยธรณิน 3 ถนนประชาอุทิศ
ผับห้วยขวางเคยถูกสั่งปิดเมื่อปีที่แล้ว
จากการตรวจสอบพบว่าสถานประกอบการแห่งนี้เปิดบริการเป็นสถานบันเทิงโดยไม่มีใบอนุญาตที่ชัดเจน และเคยได้รับคำสั่งให้ปิดกิจการไปแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยังพบพนักงานชาวเวียดนามหลายคนที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาจีน และได้รับแจ้งว่าผับดังกล่าวให้ความสำคัญกับการจ้างพนักงานที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้เป็นหลัก
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังพบชายชาวจีนรายหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะมีอำนาจในการสั่งการพนักงานและเข้าจัดการแก้ไขปัญหาภายในสถานประกอบการได้ ทางการระบุเพิ่มเติมว่า สถานที่แห่งนี้ยังรับชำระค่าอาหารและเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น Alipay และ WeChat โดยชื่อผู้รับเงินที่แสดงคือ 577 Club แสงมังกรทอง จำกัด
ขยายผลสอบการลงทุนจีนและโครงสร้างนอมินี
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนของชาวจีน โครงสร้างการจัดตั้งนอมินี และการทำธุรกรรมทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้อง
ระหว่างการบุกตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบลูกค้าในสถานประกอบการรวม 132 คน แบ่งเป็นชาวไทย 65 คน และชาวจีน 67 คน เจ้าหน้าที่ได้ยึดยาเสพติดที่พบภายใน และลูกค้าบางราย ทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีผลตรวจปัสสาวะเป็นบวก โดยทั้งหมดได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป ทางการระบุว่าสถานประกอบการแห่งนี้อาจต้องเผชิญกับคำสั่งปิดกิจการเป็นเวลา 5 ปี
ทั้งนี้ เขตห้วยขวางได้กลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยสำคัญสำหรับชาวจีนรุ่นใหม่ที่เดินทางมาพำนักหรือทำงานในประเทศไทย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไชน่าทาวน์แห่งที่สองของกรุงเทพฯ” ธุรกิจบางแห่งที่ดำเนินกิจการโดยชาวจีนในพื้นที่นี้ยังเคยถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้นแบบนอมินี กิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย และการพนัน หลังจากที่ทางการได้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามในปีนี้
ที่มา: Bangkok Post