ทลายเคเคปาร์ค-ชเวก๊กโก่ แต่สแกมเมอร์ไม่หายไปไหน: 3 ทิศทางใหม่
การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมา เช่น เคเคปาร์คและชเวก๊กโก่ ดูเหมือนจะผลักดันให้แก๊งเหล่านี้แตกตัวและเคลื่อนย้ายไปตั้งฐานใหม่ในพื้นที่อื่นๆ
TCIJ X Prachatai : รายงาน กิตติยา อรอินทร์ : ภาพปก
ช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มาตรการบังคับใช้กฎหมายขยายจากการจับกุมผู้ปฏิบัติการในศูนย์สแกมเมอร์ ไปสู่การดำเนินคดีกับกลุ่มทุนและผู้บริหารที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
ในเดือนตุลาคม 2568 สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรและดำเนินคดีกับ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) ประธานกลุ่ม Prince Group จากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์ การฟอกเงิน และการบังคับใช้แรงงาน ต่อมาใน 12 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยส่งตัว เฉอ เจ้อเจียง (She Zhijiang) ประธานกลุ่มบริษัทยาไท่ ผู้พัฒนาเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน หลังถูกควบคุมตัวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 และถัดมาช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ทางการกัมพูชาจะจับกุมและส่งตัวเฉิน จื้อ กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน [1] , [2]
ในเวลาไล่เลี่ยกัน กองทัพพม่าส่งรถแบ็กโฮเข้ารื้อถอนเคเคปาร์คและอาคารบางส่วนในชเวก๊กโก่ ขณะที่ไทย จีน และพม่าร่วมปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์บริเวณชายแดนเมียวดี มีการเผยแพร่ภาพการรื้อถอนอาคาร การยึดอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และการส่งตัวผู้ต้องหาชาวจีนกลับประเทศกว่าพันคน จนหลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังภาพของ ‘ปฏิบัติการครั้งใหญ่’ กลับมีคำถามสำคัญว่า เครือข่ายสแกมเมอร์ได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้าหรือไม่ และการปราบปรามครั้งนี้สามารถทำลายโครงสร้างของอุตสาหกรรมได้จริงเพียงใด






รู้ข้อมูลก่อนถูกบุก?
วันที่ 19 ตุลาคม 2568 กองทัพพม่าบุก เคเคปาร์ค อย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน แหล่งข่าวในพื้นที่รายงานว่าผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของ ‘ศูนย์หลอกลวง’ (Scam Compound) หลายแห่งได้รับแจ้งล่วงหน้า กองกำลังกะเหรี่ยงพิทักษ์ชายแดน (BGF/KNA) และกองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยผู้มีใจเมตตา (DKBA) ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองเครือข่ายเหล่านี้มาโดยตลอด ได้นำตัวหัวหน้าและผู้บริหารออกจากพื้นที่ก่อนที่รถแบ็กโฮจะเข้ามา ส่วน ‘แรงงานสแกมเมอร์’ ระดับล่างถูกปล่อยให้หาทางออกเอง [3]
แรงงานชาวฟิลิปปินส์รายหนึ่งเล่าให้สำนักข่าว AP ฟังว่าตนและเพื่อนร่วมงานอีก 20 คนกระโดดข้ามรั้วหนีออกมาได้ แต่แรงงานชาวเอธิโอเปียในทีมเดียวกันอีก 5 คนยังอยู่ที่เดิม “พวกเขาอยากไปบริษัทอื่น” เขากล่าว พร้อมระบุว่าได้ยินเจ้านายชาวจีนพูดถึงแผนย้ายไปยังกัมพูชา แหล่งข่าวขอไม่เปิดเผยชื่อเพราะเกรงกลัวอันตราย
แรงงานที่หนีออกจากเคเคปาร์ค กระจายตัวไปยังศูนย์หลอกลวงในพื้นที่ใกล้เคียงที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ ทั้งตงเหมยปาร์ค (Dongmei Park), ฮวนหยาปาร์ค (Huanya Park), โพลีปาร์ค (Poly Park) และ ชุนดาปาร์ค (Shunda Park) ในแถบบ้านแม่ท่อทะเล (Mae Htaw Tha Lay), อินจินเมียง (In Kyin Myaing) และบ้านมินเล็ตปัน (Min Let Pan) รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อย่าง วังข่า (Wankha), แทปง (Thaepone) และเมืองเมียวดี (Myawaddy) ตลอดจนพื้นที่ภายใต้การควบคุมของ DKBA เช่น ช่องแคบ (Kyauk Khet), วาเลย์ (Waw Lay) และพญาตองซู หรือด่านเจดีย์สามองค์ (Payathonzu)
แรงงานหญิงชาวฟิลิปปินส์อีกรายเปิดเผยว่าศูนย์หลอกลวงที่เธอทำงานให้ย้ายคนหลายสิบคน พร้อมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเราเตอร์ไวไฟทั้งหมดไปยังฮวนหยาปาร์คที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อเปิดดำเนินการหลอกลวงชายชราชาวอเมริกันผ่านการเทรดทองคำ
รัฐบาลทหารพม่าประกาศว่าการรื้อถอนเคเคปาร์คเสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยอ้างว่าได้ทำลายอาคารทั้งหมดและจับกุมผู้ต้องหาหลายพันคน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมกลับให้ภาพที่ต่างออกไป ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก Center for Information Resilience (CIR) องค์กรไม่แสวงหากำไรในลอนดอนที่ติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชน เผยให้เห็นว่าจากการรื้อถอนระลอกแรกซึ่งรัฐบาลพม่าอ้างว่าเสร็จสิ้นแล้ว มีเพียง 31 อาคารเท่านั้นที่ถูกทำลายจนราบ ขณะที่อีกอย่างน้อย 78 อาคารได้รับความเสียหายเพียงบางส่วน โดยส่วนใหญ่ถูกรื้อด้วยเครื่องจักรหนักซึ่งมักทิ้งหลังคา เพดาน และโครงสร้างชั้นต่าง ๆ ไว้ให้สมบูรณ์
กาย ฟัสฟุส (Guy Fusfus) จาก Myanmar Witness ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ Center for Information Resilience ให้สัมภาษณ์กับ AP โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมว่า อาคารจำนวนมากในพื้นที่ยังไม่ได้ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ และระบุว่า “อาจมีเจตนาที่จะสร้างและนำอาคารเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่” ขณะที่นักวิเคราะห์จาก C4ADS ซึ่งทำการตรวจสอบและเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นที่ที่ตั้งอาคารสแกมเมอร์อย่างน้อย 21 แห่งในอำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี อย่างต่อเนื่อง พบว่า ในจำนวนนี้มีถึง 14 แห่ง รวมถึงเคเคปาร์ค เอง ที่ปรากฏสัญญาณของการก่อสร้างใหม่หรือการขยายตัวเพิ่มเติมนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอาคาร สิ่งปลูกสร้างใหม่ หรือการปรับปรุงโครงสร้างเดิมในพื้นที่ [4]
ส่วนข้อมูลของ Myanmar News Agency ซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐบาลทหารพม่า ระบุว่าจนถึงเดือนมกราคม 2569 ทางการรายงานว่ารื้ออาคารผิดกฎหมายในเคเคปาร์คจำนวน 635 หลัง ขณะที่ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2569 ยังมีการรื้อถอนอาคารในชเวก๊กโก่ ต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 77 หลัง ซึ่งรื้อไปแล้ว 64 หลัง และเหลืออีก 13 หลัง แสดงให้เห็นว่าการจัดระเบียบทั้งสองพื้นที่ดำเนินเป็นคนละระยะและมีขนาดของปฏิบัติการแตกต่างกัน [5] , [6]
ภาพลวงตาของการปราบปราม
ข้อมูลจากรายงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของสภาผู้แทนราษฎรไทยเมื่อปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในฝั่งพม่า คือกลยุทธ์ “ย้ายฐานหนีการจับกุม” ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เข้าทลายค่าย กลุ่มแก๊งจะสลายตัวและโยกย้ายไปตั้งฐานใหม่ในพื้นที่ที่กฎหมายเข้าไม่ถึง ก่อนเริ่มสรรหาแรงงานและเดินหน้าต่อ รายงานยังชี้ว่ากลุ่มทุนจีนสีเทาซึ่งเป็นแกนหลักของธุรกิจเหล่านี้ได้ขยายฐานออกไปยังเมืองใหม่ตามแนวชายแดน อาทิ เล้าก์ก่าย ในรัฐฉาน พม่า บ่อเต็น ในลาว และท่าเส้น-ทมอดา ในกัมพูชา โดยใช้ไทยเป็นทั้งทางผ่านและแหล่งระดมทรัพยากร และสรุปว่าหากปราศจากความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม การแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ก็คงเป็นแค่การไล่ล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เจสัน ทาวเวอร์ (Jason Tower) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก Global Initiative Against Transnational Organized Crime (GI-TOC) ระบุว่าปฏิบัติการปราบปรามที่เคเคปาร์ค เป็นเพียงวิธีที่ผู้นำกองทัพพม่าบรรเทาแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่ยังคงเปิดรับกิจกรรมอาชญากรรมที่ทำรายได้มหาศาลต่อไป “ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองจริงๆ ที่จะปราบปราม” เขากล่าว [7]
3 ทิศทางหลังการปราบอาชญากรรมไซเบอร์ในพม่า
ในรายงานข่าวสืบสวนสอบสวนชิ้นนี้ ผู้สื่อข่าวใช้เวลาตลอดช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ติดตามกลุ่มสนทนาบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) จำนวน 33 กลุ่ม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มสนทนาลักษณะเดียวกันที่ยังเปิดใช้งานอยู่ โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มหางานข้ามแดน กลุ่มชุมชนคนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มประกาศรับสมัครงานภาษาพม่า กลุ่มผู้ใช้ภาษาจีนในพื้นที่เมืองเมียวดี กลุ่มซื้อขายสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ตลอดจนกลุ่มที่มีการซื้อขายบัญชี ข้อมูลส่วนบุคคล และบริการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเทา แบ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า 9 กลุ่ม ชายแดนไทย-ลาว 1 กลุ่ม และชายแดนไทย-กัมพูชา 23 กลุ่ม
จากการสังเกตการณ์ ผู้สื่อข่าวพบว่า กลุ่มสนทนาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ประกาศรับสมัครงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ระบบนิเวศออนไลน์” (online ecosystem) ของผู้ใช้งานในพื้นที่ชายแดน มีการประกาศซื้อขายและแลกเปลี่ยนบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่การหาที่พัก ร้านอาหาร บริการพาข้ามแดน รถรับส่ง การแลกเปลี่ยนเงินสดและคริปโทเคอร์เรนซี การซื้อขายโทรศัพท์ บัญชีโซเชียลมีเดีย และอุปกรณ์ไอที ตลอดจนการสอบถามร้านค้าและบริการในพื้นที่เมียวดี ท่าขี้เหล็ก และปอยเปต ควบคู่ไปกับการซื้อขายบัญชีธนาคาร ข้อมูลส่วนบุคคล และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเทา ทำให้กลุ่มสนทนาเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนบริการ และการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายผู้ใช้ในพื้นที่ มากกว่าจะเป็นเพียงช่องทางประกาศรับสมัครงานเพียงอย่างเดียว
ผู้สื่อข่าวยังพบว่า แม้จะมีปฏิบัติการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในเคเคปาร์ค ชเวก๊กโก่ และพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่กลุ่มสนทนาเหล่านี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประกาศรับสมัครงาน การซื้อขายบัญชีธนาคารและบัญชีโซเชียลมีเดีย การซื้อขายข้อมูลลูกค้า การแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี การให้บริการข้ามแดน ตลอดจนการซื้อขายสินค้าและบริการสำหรับผู้ใช้งานในพื้นที่ชายแดน
ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า แม้ศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่บางแห่งจะถูกทลาย แต่เครือข่ายเหล่านี้ได้ยุติลงจริง หรือเพียงปรับตัว กระจายตัว และย้ายฐานไปยังพื้นที่อื่น การวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มสนทนาออนไลน์ ประกาศรับสมัครงาน การประมวลสถานการณ์ข่าว และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เห็นรูปแบบการปรับตัวของเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างน้อย 3 ทิศทางหลังการปราบปรามครั้งใหญ่ ได้แก่
- ทิศทางที่ 1 ปรับตัว-ยืดหยุ่น-กระจัดกระจาย อยู่ในจังหวัดเมียวดี
- ทิศทางที่ 2 ไปสู่ส่วนอื่น ๆ ในพม่า
- ทิศทางที่ 3 ข้ามพรมแดนออกนอกพม่า
ทิศทางที่ 1 ปรับตัว-ยืดหยุ่น-กระจัดกระจาย อยู่ในจังหวัดเมียวดี
ดังข้อมูลที่กล่าวไปในข้างต้น ผู้บริหารระดับบอสของแก๊งสแกมเมอร์ในเคเคปาร์ค ได้กระจายตัวไปยัง บ้านวังข่า (Wankha), แทปง (Th.
ที่มา: ประชาไท