ชีวิตเพื่อการเปลี่ยนแปลง: ‘รามิล’ ก่อนพิพากษาคดีหมิ่นศาล รธน.
รามิล ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ นักศึกษาม.เชียงใหม่ ผู้ใช้ชีวิตเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อนฟังคำพิพากษาคดี ‘รามาตุลาการ’ จากเหตุแฟลชม็อบปี 2565
“เราใช้ทั้งชีวิตของเราในการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็แค่นั้น คนอื่นๆ ก็ทำแบบนี้”
เกือบครึ่งชีวิตของ ‘รามิล’ ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ถูกใช้ไปกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้น ทั้งที่อายุของเขาก็ไม่ได้มากมายอะไร
ขณะอยู่ ม.5 รัฐประหาร 2557 ของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นช่วงเวลาที่ผลักให้เขาเข้ามาสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในแบบที่เด็กมัธยมจากสามจังหวัดชายแดนใต้คนหนึ่งจะทำได้ เขาเริ่มทำกิจกรรมที่บางครั้งก็มีแค่ตัวเขาเองเป็นผู้เข้าร่วม ล้อไปกับการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารของนักศึกษาและประชาชนที่กรุงเทพฯ
ก่อนที่รามิลจะย้ายจากใต้ขึ้นเหนือมาเรียนที่เชียงใหม่ และเริ่มใช้ศิลปะมาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางเมือง เขาใช้ทุกอย่างที่ตัวเองมีทั้งบทกวี, ผลงานศิลปะ หรือ Performance art ช่วงปี 2563 – 2565 ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาและเพื่อนศิลปินกลุ่ม Artn’t – ลานยิ้มการละคร โดดเด่นและแหลมคมมากในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เชียงใหม่ จนรามิลได้รับคดี ม.112 มาหลายคดีจากการเคลื่อนไหว
ในวันนี้ (25 มิ.ย. 2569) ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมวันที่ 3 ของเขา รามิลจะต้องขาดเรียนไปฟังคำพิพากษาคดี ‘รามาตุลาการ’ ที่เขาและเพื่อนนักกิจกรรมโดนดำเนินคดีเมื่อปี 2567
ที่มาของคดีรามาตุลาการ
เมื่อวันที่ 30 ก.ย 2565 เวลา 17.00 น. นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และนักกิจกรรม รวมตัวที่บริเวณอ่างแก้ว ภายใน มช. จัดกิจกรรมแฟลชม็อบ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรค 2 ประกอบ มาตรา 158 วรรค 4 โดยนักศึกษาได้มีการนำผ้าดิบมาแปรตัวอักษรเป็นคำว่า ‘รามาตุลาการ’ มีการอ่านบทกวี โปรยรูปภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิจฉัย และ performance art ก่อนจะแยกย้ายกันในเวลาประมาณ 18.30 น. รวมระยะเวลาจัดกิจกรรม 1 ชั่วโมงครึ่ง (17.00 น. – 18.30 น.)
ในปี 2567 หรือ 2 ปีหลังจากการทำกิจกรรม รามิล, คุณภัทร คะชะนา และพึ่งบุญ ใจเย็น ถูกดำเนินคดีในข้อหา ‘ดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ’ โดยมี ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี เป็นผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไปดำเนินคดีกล่าวหาทั้ง 3 คนไว้ ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ คุณภัทรและพึ่งบุญถูกกล่าวหาว่าร่วมนำผ้าขาวมาแปรอักษรเป็นรูปภาพตัวหนังสือว่ารามาตุลาการ ซึ่งสื่อความหมายว่า ตุลาการ ข่มเหงรังแก รบกวน ตีความหมายได้ว่า กลุ่มผู้ต้องหาต้องการแปรอักษรสื่อแสดงให้เห็นว่าตุลาการได้ทำการข่มเหงรังแกประชาชนคนไทย ส่วนรามิลถูกกล่าวหาว่าได้กล่าวสุนทรพจน์โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาล

‘รามิล’ ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปี 1 สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ (Media Arts and Design) คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อะไรทำให้เปิดโลกการเมืองระหว่างเติบโตอยู่ที่สามจังหวัด
เราเป็นคนนราธิวาส สนใจประเด็นทางการเมืองอยู่แล้ว ในช่วงแรกก็เป็นประเด็นทางที่เกี่ยวข้องกับสังคมที่แวดล้อมและในพื้นที่มีเหตุการณ์ระเบิดในสามจังหวัด ก่อนที่เราจะขยับเรียนรู้ประเด็นอื่นๆ ทางสังคมเพิ่มขึ้น
“จุดที่สำคัญของเราคือรัฐประหาร 2557 ตอนรัฐประหาร 2557 เรายังเป็นเด็กมัธยม อยู่ประมาณ ม.5 เราติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่ยุค กปปส. และรับรู้ถึงการชุมนุมของเสื้อแดงเสื้อเหลืองก่อนหน้านั้นด้วยอยู่แล้ว แต่ก็เด็ก การคิดการเรียนรู้ก็ยังเป็นเด็กที่อยู่ในวัฒนธรรมของคนใต้”
พอได้รู้จักกับผู้คนมากขึ้นจากการทำกิจกรรมทางสังคม ทำให้ได้ติดตามการต่อต้านรัฐประหารของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่อยู่กรุงเทพฯ และรู้สึกเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ต่อต้านการรัฐประหาร ตอนนั้นมีการปราบรามเยอะมาก มีคนที่ต้องลี้ภัย จับคนเข้าค่ายทหารเยอะมาก เราติดตามข่าวเวลาที่เขานัดกันอ่านหนังสือในที่สาธารณะ เพราะถูกห้ามชุมนุม เราก็ทำคนเดียวที่โรงเรียน ชีวิตไม่เคยกินแซนวิชก็ต้องไปหาแซนวิชมานั่งกิน เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการเมืองนี้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ
พอมาเรียนมหาวิทยาลัย การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองทำได้มากขึ้น อยู่กับกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับแนวทางประชาธิปไตย ตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ที่เป็นรัฐบาลรัฐประหารจนสืบทอดอำนาจมาเป็นรัฐบาลพลเรือน แต่มันก็ยังเป็นมรดกของการรัฐประหารอยู่ จึงทำกิจกรรมเหล่านี้มาตลอดในทุกโอกาสที่จะทำได้
ตอนที่อยู่ใต้ เพื่อนที่โรงเรียนไม่มีใครสนใจมาร่วมทำกิจกรรมด้วยหรือ
ต้องดูบริบทตอนนั้นด้วย บริบทของยุคสมัยนั้นไม่ได้เป็นยุคอินเตอร์เน็ตบูม ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ในสมัยนั้นก็ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของการใช้อินเตอร์เน็ตได้กับไม่ได้อยู่เลย มันต้องมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลบ้าง และต้องมีการตั้งคำถามด้วย เราไม่ได้คาดหวังกับเพื่อนว่าต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เราทำเพราะมันไม่เหมือนกับ กปปส. เพราะ กปปส. ออกสื่อหลัก ทุกคนดูทีวีอยู่แล้ว จริงๆ เพื่อนๆ ก็ชวนเราไปเข้าร่วมกับ กปปส. คิดว่าเหตุผลสำคัญไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร้เดียงสาเสียทีเดียว แต่เพราะคนอยากจะเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมทางการเมือง พอสื่อหลักพูดถึง กปปส. ทีนี้มันก็เป็นสิ่งเดียวที่พวกเขารู้จักเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง ในขณะที่การโพสต์การประชาสัมพันธ์ของคนที่ต่อต้านรัฐประหารยังทำผ่านอินเตอร์เน็ต
เราเป็นนักเรียนทุน พอได้ทุนก้อนแรกมาสิ่งที่ทำคือซื้อคอมพิวเตอร์และเอาไปติดอินเตอร์เน็ต ทำให้เราอยู่กับอินเตอร์เน็ต และเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กกับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ เราได้เห็นข่าวพวกนี้ที่แปลกไปกว่าสังคมแวดล้อมที่เราคุ้นชิน แล้วจึงเกิดการตั้งคำถาม ฉะนั้น เพื่อนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ความคาดหวังแบบนั้น เพราะว่าเด็กสักกี่คนที่จะรู้ว่าการรัฐประหารคืออะไร ประชาธิปไตยมันสำคัญอย่างไร ถ้าจะถามว่าเพื่อนเห็นด้วยไหม ถามคำถามนี้ไม่ค่อยแฟร์กับพวกเขาเท่าไหร่
ตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจคืออะไร เวลาที่เห็นคนต่อต้านรัฐประหารโดนจับ
ไม่ได้ช็อค ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรารับรู้สิ่งนี้ เรารับรู้มาโดยตลอดอยู่แล้วว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยใช้วิธีการเหล่านี้ในการควบคุมประชาชนของตัวเอง ในการปราบปราม การทำให้หาย การซ้อมทรมาน เราเป็นคนสามจังหวัดอยู่แล้ว โตที่นั่น มันเป็นสิ่งแรกที่เราเรียนรู้เลยว่ารัฐไทยมีกระบวนการแบบนี้ คำถามพวกนี้มันเป็นคำถามที่เราตั้งมาอยู่แล้ว เลยไม่ได้ช็อคว่าทำไมถึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น
“สิ่งที่เราตั้งคำถามคือการถามกับตัวเองมากกว่าว่า สิ่งที่เราจะทำได้ในตอนนั้นคืออะไร แล้วเราก็มีคำตอบว่าในทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมอะไรที่กรุงเทพฯ เราจะเข้าร่วม ไม่ได้ไปเอง แต่เราก็ทำในพื้นที่ที่เป็นของเรา ก็เป็นตัวประหลาดในพื้นที่ หรือของเพื่อนๆ ไป แต่ว่าเราก็ยืนยันในแง่ของความคิดอุดมการณ์ของตัวเอง”
เข้ามาเรียน มช. ครั้งแรกตอนปีอะไร และใช้อะไรเป็นอาวุธในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตัวเองตอนนั้น
“เรามาเรียนปรัชญาที่ มช. ตอนปี 2559 ถ้าถามว่าอะไรคืออาวุธในการต่อสู้ทางการเมืองของเรา เรารู้สึกว่าเราใช้ทั้งหมดในชีวิตของเราในการเป็นอาวุธ ใช้ทุกอย่าง เราไม่มีอะไรให้เสียอยู่แล้ว และเราก็ไม่มีอะไรที่จะมากไปกว่าที่เรามีอยู่ ก็ใช้มันทั้งหมดนั่นแหละ”
เราใช้ศิลปะก็ในช่วงหลังแล้ว ช่วงแรกๆ ก็ไปยืนชูป้าย ไปเข้าร่วม ไปเป็นจำนวนนับบ้าง ในช่วงนั้นเราไม่ได้เป็นที่รู้จัก ตอนมีคนมาทำข่าวนั้นเป็นช่วงที่เราทำงานศิลปะในพื้นที่ทางการเมืองแล้ว



ยิ่งใช้ศิลปะในพื้นที่การเมือง ยิ่งทำให้ถูกจับจ้องจากเจ้าหน้าที่รัฐ คิดอย่างไรกับประเด็นนี้
เราไม่ได้คิดว่าตรงนั้นเป็นชีวิตส่วนตัวอยู่แล้ว มันเป็นชีวิตทางการเมือง เป็นชีวิตทางสังคม ถ้าพูดจากตัวเราจริงๆ เราไม่ชอบการมานั่งสัมภาษณ์แบบนี้เลย การที่เห็นตัวเองในสื่อ หรือต้องเอาตัวเองไปปะทะกับสาธารณะ เรามีความสามารถน้อยมากในการจดจำว่าใครเป็นใคร แต่คนอื่นจำเราได้ สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เรารู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง แต่พอสิ่งที่เราทำลงไปเป็นพื้นที่ทางการเมืองเราก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก มันเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทางการเมือง
ย้อนกลับมาที่คดี ‘รามาตุลาการ’ วันนั้นทำไมถึงไปเข้าร่วม ไม่เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญหรือรัฐบาลประยุทธ์อย่างไร
“เราคิดว่าเราทำทุกทางนะกับรัฐบาลประยุทธ์ กับประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการรัฐประหาร ไม่ใช่แค่การต่อสู้ 2-3 ปี ช่วง 2563 – 2565 แต่มันคือ 8 ปีที่ชีวิตเราดิ้นรนต่อกรกับประยุทธ์ จันทร์โอชา และการรัฐประหาร และมันเก่าไปกว่านั้นด้วย มีการต่อสู้ของประชาชนก่อนที่เราจะเกิดมาด้วยซ้ำ เราคิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราควรจะต้องยอมรับประยุทธ์ หรือมรดกของประยุทธ์, ศาลรัฐธรรมนูญ หรือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันไม่มีอะไรเลยที่ยอมรับได้ในการเมืองประชาธิปไตย”
วันนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ประยุทธ์อยู่ต่อได้ ขณะที่กฎกติกาก็เป็นคนของประยุทธ์เขียนขึ้นมา หรือแม้กระทั่งวันนั้นถ้าประยุทธ์ไม่ได้อยู่ต่อ ก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกยินดี การต่อสู้ก็คือการรื้อทิ้งทั้งหมด ประยุทธ์ไม่อยู่วันนั้น แต่สิ่งที่ประยุทธ์ทิ้งไว้หลงเหลืออยู่ มันก็ต้องถูกจัดการสะสางไป มันคือขั้นตอนของการต่อสู้ที่เราจะต้องดิ้นรนเปลี่ยนแปลงต่อไป
ในความคิดของตัวเอง เข้าใจและแปลความหมายของคำว่า ‘รามาตุลาการ’ อย่างไร
คำมันถูกให้ความหมายจากผู้คนในหลากหลายพื้นเพ หลายความเข้าใจ การที่จะมาเอาความหมายใดความหมายหนึ่งมาเป็นหมุดหมายสำคัญของคำๆ นี้ เป็นไปไม่ได้ ในชั้นศาลก็แปลไปอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นคำกิริยาไหม คำนามไหม ‘รามา’ แปลได้หลายอย่าง แปลว่าสวยงามก็ได้ แต่ว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐเลือกเอามาให้ความหมายในชั้นศาลคือการข่มเหงรังแก เรารู้สึกว่ามันคือสิ่งที่เอามาจัดการกันและกัน ความหมายมีมากมายเหลือเกินในคำๆ นี้ ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรด้วยซ้ำ แต่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐก็เลือกที่จะเอาความหมายนี้เข้ามาจัดการคนที่เคลื่อนไหวทางการเมือง คนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยก็เท่านั้น
“รามาก็แปลว่างามได้ รามาคืออะไร รามคำแหง แล้วแต่คนจะไปคิดแหละ รามาตุลาการ ‘สาวรามเรียนกฎหมาย’ รามาคือ ‘งาม’ เป็นความยุติธรรมอันงดงาม เอายังไงล่ะ แต่เขาก็เลือกที่จะให้ความหมายแบบศาลกดขี่ข่มเหงประชาชน ความหมายแบบนี้ที่ถูกเบิกความในชั้นศาลก็เพื่อที่จะเอามาจัดการเรานี่แหละ”
ไปแปลว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังกดขี่ข่มเหงประชาชน ก็มาจากคนแปลทั้งนั้น ก็มาจากเจ้าหน้าที่รัฐทั้งนั้น



รามิลโดนข้อหาจากการที่กล่าวสุนทรพจน์ในวันนั้น บทกวีที่อ่านในวันนั้นแต่งขึ้นมาโดยฉพาะเลยไหม
วันนั้นเราไปในแง่ที่ตัวเราเองเป็นประธานสภานักศึกษา มช. ตอนนั้น สภานักศึกษาพยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้ ตอนนั้นนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเยอะมาก นักศึกษาถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และมีหลายเคสที่หลุดออกไปจากการดูแลของศูนย์ทนายฯ เราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ถ้านักศึกษาเดือดร้อนจากการคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐก็มาปรึกษาเราได้
“ในฐานะนักศึกษา เราปฏิเสธความเชื่อมโยงกันกับการเมืองของประเทศนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เราไม่สามารถทำอยู่ในบ้านของตัวเอง ไม่สนใจสิ่งรอบข้างหรือโลกใบนี้ได้หรอก” นักศึกษาที่ไปเคลื่อนไหวทางการเมืองตอนนั้นถูกเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยตามถ่ายเก็บภาพด้วย เขาก็รู้สึกไม่ปลอดภัย เหตุที่เราไปก็.
ที่มา: ประชาไท