⚡ ข่าวด่วน
|
🌤️ กำลังโหลด... | 📅 5 พฤศจิกายน 2569

ฟินแลนด์จำคุกกัปตันเรือขนส่งสินค้าชาวรัสเซีย เหตุทำลายสายเคเบิลทะเลบอลติก

🕒 5 พฤศจิกายน 2569 ⏱️ อ่าน 4 นาที 👁️ 2 วิว ✍️ ฝ่ายข่าวต่างประเทศ ทีมข่าว ThaiPTV

ศาลฟินแลนด์ตัดสินจำคุกกัปตันเรือรัสเซีย ทำลายสายเคเบิลใต้น้ำ

ศาลเขตคูตินเซ (Kymenlaakso District Court) ของฟินแลนด์ ได้มีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ให้ลงโทษจำคุกกัปตันเรือขนส่งสินค้าชาวรัสเซีย เป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน จากความผิดฐานทำลายสายเคเบิลสื่อสารใต้น้ำในทะเลบอลติก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 เมื่อสายเคเบิลระหว่างฟินแลนด์กับเอสโตเนีย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยการสืบสวนพบว่าเรือขนส่งสินค้า ‘Seabreeze’ ซึ่งเป็นเรือที่จดทะเบียนในรัสเซีย ได้ลากสมอเรือไปบนพื้นทะเล และสมอเรือนั้นได้ไปเกี่ยวและทำลายสายเคเบิลใต้น้ำดังกล่าว

ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

สายเคเบิลสื่อสารที่ได้รับความเสียหายนี้เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงฟินแลนด์กับประเทศอื่นๆ ในยุโรป การทำลายสายเคเบิลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการสื่อสารและบริการอินเทอร์เน็ตในภูมิภาค ศาลฟินแลนด์ระบุว่าการกระทำของกัปตันเรือถือเป็นความประมาทอย่างร้ายแรง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐและภาคเอกชนเป็นมูลค่ามหาศาล

ในระหว่างการพิจารณาคดี กัปตันเรือชาวรัสเซียผู้นี้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเขาไม่ทราบว่าสมอเรือของเขาได้ไปทำลายสายเคเบิลใต้น้ำ อย่างไรก็ตาม พยานหลักฐานที่รวบรวมโดยเจ้าหน้าที่ฟินแลนด์ รวมถึงข้อมูลจากระบบติดตามเรือ และการวิเคราะห์สภาพสมอเรือ พบว่าสมอเรือของ ‘Seabreeze’ มีร่องรอยความเสียหายที่สอดคล้องกับการถูกลากและเกี่ยวพันกับวัตถุขนาดใหญ่ใต้ทะเล

ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคทะเลบอลติกเพิ่มสูงขึ้น และได้กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำที่สำคัญในยุโรปหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ฟินแลนด์ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องเครือข่ายสายเคเบิลเหล่านี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

คำตัดสินของศาลฟินแลนด์ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการเอาผิดผู้ที่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม

ที่มา: South China Morning Post

แชร์ข่าวนี้: Facebook X (Twitter) LINE

📰 ข่าวที่เกี่ยวข้อง