⚡ ข่าวด่วน
|
🌤️ กำลังโหลด... | 📅 14 สิงหาคม 2569

กมธ. สภาฯ ไทยเร่งสางแก๊งสวมสิทธิพ่อปลอมฉ้อโกงสัญชาติไทย

🕒 14 สิงหาคม 2569 ⏱️ อ่าน 4 นาที 👁️ 8 วิว ✍️ ฝ่ายข่าวท้องถิ่น ทีมข่าว ThaiPTV
รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน (ภาพจากแฟ้ม).
รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน (ภาพจากแฟ้ม).

คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรไทยได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการรื้อถอนเครือข่ายข้ามชาติที่ต้องสงสัยว่าใช้ชายไทยเป็น ‘พ่อปลอม’ เพื่อช่วยให้เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ชาวจีนได้รับสัญชาติไทยโดยการฉ้อโกง

นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่ารัฐบาลจะต้องดำเนินการนอกเหนือจากการจับกุมผู้กระทำความผิดรายย่อย และต้องรื้อถอนเครือข่ายที่กว้างกว่านี้

การประชุมของคณะกรรมาธิการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ทบทวนความคืบหน้าของการปราบปราม ‘พ่อปลอม’ ซึ่งมีชายไทยเข้ามาจดทะเบียนเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ชาวจีนในฐานะบุตรของตนเอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยมิชอบ

นายพิรัฐพงศ์ จรัญพงศ์พิทักษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่าหลักฐานจากโรงพยาบาลเอกชน 8 แห่งในกรุงเทพฯ ชี้ให้เห็นถึงกรณีที่น่าสงสัย 1,000-1,500 กรณี ที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ชาวต่างชาติที่ใช้ข้อมูลประจำตัวของพลเมืองไทยในการแจ้งเกิด

เขายังเสริมว่า มี 4 กรณีใหม่ที่ถูกระบุที่โรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการกำลังขอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม

นายพิรัฐพงศ์กล่าวว่าหน่วยงานต่างๆ ประสบปัญหาด้านงบประมาณในการตรวจสอบสัญชาติของเด็กที่ได้รับสัญชาติไทยไปแล้ว ในขณะที่การตรวจดีเอ็นเอมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3,000 บาทต่อกรณี และจำเป็นต้องมีทรัพยากรเพิ่มเติมสำหรับการติดตามผลและการสอบสวน

นายรังสิมันต์กล่าวว่าเครือข่ายนี้เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ และวิพากษ์วิจารณ์การขาดแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมเพื่อป้องกันและรื้อถอนเครือข่ายดังกล่าว โดยอ้างถึงกรณีของพลเมืองจีนวัย 32 ปีที่ได้รับสัญชาติไทย และเรียกร้องให้มีการทบทวนการจดทะเบียนการเกิดย้อนหลังไปอย่างน้อย 30 ปี

เขายังระบุว่า ผู้สอบสวนควรตรวจสอบเอกสารประกอบ เช่น การยื่นภาษีที่ยื่นโดยพ่อไทย เพื่อตรวจสอบว่าการจดทะเบียนนั้นเป็นของจริงหรือไม่

นายรังสิมันต์เรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ สร้างฐานข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว ระบุกลุ่มของแม่ชาวต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศไทย และเรียกตัวมาสอบสวน

ที่มา: Bangkok Post

แชร์ข่าวนี้: Facebook X (Twitter) LINE

📰 ข่าวที่เกี่ยวข้อง