โตโยต้าเตือนรัฐบาลไทย! อุตฯยานยนต์เสี่ยง อินโดฯจีบย้ายฐานผลิต

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงในการสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศพร้อมเปิดบ้านต้อนรับ และเสนอการสนับสนุนการลงทุนในทุกมิติ หากโตโยต้าตัดสินใจย้ายฐานการผลิตส่วนหนึ่งไปยังประเทศของตน
EV ทุบซัพพลายเชน กระทบเศรษฐกิจชาติ
ผู้บริหารระดับสูงของ “ทีเอ็มที” ได้ตั้งคำถามถึงนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยว่า แม้ยอดขาย EV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญส่วนใหญ่ยังคงต้องนำเข้า คำถามคือ การที่ไทยอาจได้นักลงทุนรายใหม่ในอุตสาหกรรม EV นั้น ได้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงให้กับประเทศมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชนยานยนต์ที่มีอยู่เดิม ซึ่งกำลังจะล่มสลาย
บทความส่วนหนึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้สั่งสมประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่า 60 ปี จนมีระบบนิเวศยานยนต์ (Automotive Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมทั้งชิ้นส่วน แรงงาน โรงงาน โลจิสติกส์ วิศวกรรม และตลาดส่งออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้สร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ข้อได้เปรียบที่เรามีอยู่ในวันนี้ จะยังคงเป็นเช่นนั้นไปอีก 10-20 ปีข้างหน้าหรือไม่?

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ซึ่งภาครัฐกำลังผลักดัน EV หากมองไปทั่วโลกจะพบว่า:
- ในจีน ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอตัว และการแข่งขันรุนแรงขึ้นจนผู้ผลิตกว่าครึ่งต้องออกจากตลาดไป
- ในยุโรป ตลาด EV ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากทั้งนโยบายสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบต่างๆ
- ในอเมริกา ตลาด EV คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 10% และผู้บริโภคเริ่มกลับมาให้ความสนใจในรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น
สิ่งที่เรียนรู้จากสถานการณ์ทั่วโลกคือ ไม่มีเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งที่เหมาะสมกับทุกประเทศ ทุกตลาดต่างกำลังมองหา Technology Mix ที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งแท้จริงแล้วคือแนวคิด Multi-Pathway ที่โตโยต้าได้กล่าวถึงมานานแล้ว
รัฐส่งเสริม EV จนเสีย Suzuki ได้ Neta
กลับมาที่ประเทศไทย นายศุภกรกล่าวว่า “ผมคิดว่าเราต้องถามตัวเองให้ชัดว่า เรากำลังส่งเสริม “รถ EV” หรือกำลังสร้าง “อุตสาหกรรม EV” เพราะสองสิ่งนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”

ปัจจุบัน รถ EV มีจำหน่ายในไทยมากขึ้นเนื่องจากราคาถูกและค่าพลังงานถูก ซึ่ง “เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค” อย่างที่หลายคนกล่าว แต่หากรถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศ หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญมาเพียงแค่ “ประกอบ” ขันน็อต หยอดกาว หรือเชื่อมสายไฟ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้?
“อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้มีแค่รถหนึ่งคัน แต่มันคือทั้ง Ecosystem แล้ววันนี้ Ecosystem เหล่านี้กำลังโตไปพร้อมกับยอดขาย EV หรือเปล่า?” นายศุภกรตั้งคำถาม

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่การพยายามรักษาอดีต แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรคือเหตุผลที่ในอนาคตนักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย?” คำตอบย่อมไม่ใช่เพียงแค่ Incentive ที่มาจากการเก็บภาษีรถยนต์สันดาป (ICE) แพงๆ เพื่อนำไปสนับสนุน EV อย่างไม่สมเหตุสมผล จนทำให้เราเสีย Suzuki ไปและได้ Neta เข้ามาแทน
สิ่งที่ต้องทำคือการคัดเลือกและส่งเสริมนักลงทุนที่จริงใจ ที่จะเข้ามาสร้างระบบนิเวศยานยนต์ สร้างความสามารถทางการแข่งขันผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร ตลอดจนซัพพลายเชนแบบครบวงจร และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความมั่นใจว่านโยบายของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่กลัวความไม่แน่นอน

“ผมยังเชื่อว่าความสามารถของคนไทยไม่เป็นรองใครในโลก ผมยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตรถแห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงานและส่งออกไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ” นายศุภกรกล่าวทิ้งท้าย “ผมยังมั่นใจว่า ถ้าเราทำได้แบบนั้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็น Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน”

จากบทความของนายศุภกร สอดคล้องกับสถานการณ์ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศที่คาดว่าปีนี้จะลดลงเหลือ 1.45 ล้านคัน ขณะที่ยอดขาย EV ของไทยในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย. 69) อยู่ที่ประมาณ 1 แสนคัน โดยจำนวนนี้เกินครึ่งเป็นรถนำเข้า


ที่มา: Thansettakij.com