ตำรวจไทยรวบ 17 ผู้ต้องสงสัยแก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ ‘Style Cycle’

ตำรวจไทยทลายเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ ‘Style Cycle’ รวบ 17 ผู้ต้องสงสัย ยึดทรัพย์กว่า 23 ล้านบาท พบเชื่อมโยงแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติในเมียนมาและกัมพูชา

ตำรวจไทยตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัยในคดีหลอกลงทุนออนไลน์ “Style Cycle” มีผู้ถูกจับกุม 17 รายจากการบุกค้น 19 จุดใน 11 จังหวัด (ภาพโดย Wassayos Ngamkham)
ตำรวจไทยตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัยในคดีหลอกลงทุนออนไลน์ “Style Cycle” มีผู้ถูกจับกุม 17 รายจากการบุกค้น 19 จุดใน 11 จังหวัด (ภาพโดย Wassayos Ngamkham)

ตำรวจไทยได้ทลายเครือข่ายฉ้อโกงการลงทุนออนไลน์ที่ล่อลวงเหยื่อให้เปิดร้านค้าออนไลน์ปลอมภายใต้ชื่อ “Style Cycle” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 17 ราย และยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านบาท

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการบุกเข้าตรวจค้น 19 จุด ใน 11 จังหวัด ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย 17 รายตามหมายจับ โดยแบ่งผู้ต้องสงสัยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มหัวหน้าแก๊ง 3 คน ที่รับผิดชอบการสั่งการและฟอกเงิน, กลุ่มผู้ขนส่งเงินสดและจัดการเงิน 7 คน และกลุ่มบัญชีม้า 7 คน

ผู้หญิงรายหนึ่งในบรรดาผู้ต้องสงสัย 17 คนที่ถูกจับกุมหลังตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ทลายเครือข่ายหลอกลงทุนที่ล่อลวงเหยื่อให้เปิดร้านค้าออนไลน์ปลอม (ภาพโดย Wassayos Ngamkham)
ผู้หญิงรายหนึ่งในบรรดาผู้ต้องสงสัย 17 คนที่ถูกจับกุมหลังตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ทลายเครือข่ายหลอกลงทุนที่ล่อลวงเหยื่อให้เปิดร้านค้าออนไลน์ปลอม (ภาพโดย Wassayos Ngamkham)

ทรัพย์สินที่ยึดได้ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ, สมุดบัญชีธนาคาร, บัตรอิเล็กทรอนิกส์, เงินสดสกุลต่างๆ, ทองคำแท่งหนัก 45 บาท (มูลค่าประมาณ 2.9 ล้านบาท), รถหรู 6 คัน, พระเครื่อง, เครื่องประดับ, กระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนม, นาฬิกาหรู และแหวนเพชร โดยมีมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดรวมกว่า 23 ล้านบาท

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากเหยื่อถูกชักชวนผ่านเพจเฟซบุ๊กให้เปิดร้านค้าออนไลน์ ก่อนจะถูกเชิญให้เข้าร่วมกลุ่ม Line OpenChat ชื่อ “ซื้อ-ขาย สไตล์ไซเคิล มาร์เก็ต” ซึ่งดูน่าเชื่อถือเนื่องจากมี “สมาชิก” มากกว่า 1,000 คน จากนั้นเหยื่อถูกชักชวนให้ลงทะเบียนร้านค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ STYLE CYCLE

กลุ่มมิจฉาชีพได้อ้างว่าเจ้าของร้านจะต้องเพิ่มยอดเครดิตของร้านก่อนจึงจะสามารถถอนเงินจากการขายได้ เหยื่อจึงถูกชักจูงให้โอนเงินเพื่อเติมเครดิตและดำเนินการหมุนเวียนสินค้า การสืบค้นข้อมูลออนไลน์ในปัจจุบันเกี่ยวกับ “Style Cycle” จะพบธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายจำนวนมากที่มีชื่อและรูปแบบคล้ายกัน ซึ่งขายตั้งแต่ชุดปั่นจักรยานไปจนถึงเสื้อผ้ามือสอง

ตำรวจไทยแสดงหมายจับต่อหญิงสาวที่ถูกออกหมายจับในข้อหาเกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนออนไลน์ (ภาพโดย Wassayos Ngamkham)
ตำรวจไทยแสดงหมายจับต่อหญิงสาวที่ถูกออกหมายจับในข้อหาเกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนออนไลน์ (ภาพโดย Wassayos Ngamkham)

การฟอกเงิน

เหยื่อได้โอนเงินไปถึง 25 ครั้ง โดยมียอดตั้งแต่หลักร้อยบาทไปจนถึงหลักล้านบาท ทำให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 14.75 ล้านบาท ก่อนจะพบว่าไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้

หลังจากการร้องเรียน นักสืบได้แกะรอยเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถอนเงินสดจำนวนมาก, การโอนเงินเพื่อซื้อสินค้าที่ส่งออกไปยังกัมพูชา และการซื้อทองคำเพื่ออำพรางแหล่งที่มาของเงินที่ผิดกฎหมาย พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ กล่าว

การสอบสวนพบว่าผู้หญิงคนหนึ่งชื่อปรียาดาได้เปิดบริษัทบังหน้าในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อฟอกเงินให้กับเครือข่ายมิจฉาชีพชาวจีนในเมียนมาและกัมพูชา เธอได้รับค่าคอมมิชชั่น 25% จากเงินที่ฟอก อีกหนึ่งผู้ต้องสงสัยชายที่ระบุเพียงชื่อชีวัน ถูกกล่าวถึงว่าได้รวบรวมเงินสดและส่งต่อให้สมาชิกชาวจีนของเครือข่าย โดยได้รับค่าคอมมิชชั่น 5%

investigators พบว่าเครือข่ายนี้มีการทำธุรกรรมมูลค่า 149 ล้านบาทในปี 2025 และเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงออนไลน์อย่างน้อย 226 คดี ทำให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 17 ล้านบาท

จากการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยชาวไทยที่บัญชีธนาคารถูกใช้เป็นบัญชีม้า พบว่าหลายรายถูกหลอกด้วยโฆษณาหางานปลอมบน Facebook และ TikTok ที่เสนอตำแหน่งผู้ดูแลระบบหรือคนขับรถด้วยเงินเดือน 18,000 ถึง 19,000 บาทต่อเดือน

ถูกนำตัวไปกัมพูชา

หลังจากยอมรับข้อเสนอ พวกเขาถูกนำตัวไปเปิดบัญชีธนาคารหลายแห่ง ก่อนถูกลักลอบข้ามพรมแดนไปยังปอยเปต ประเทศกัมพูชา เมื่อไปถึงโทรศัพท์มือถือและเอกสารประจำตัวของพวกเขาถูกยึด พวกเขาถูกควบคุมตัวในอาคารที่ล้อมรอบด้วยรั้วเหล็กและมีชายติดอาวุธปืนและอุปกรณ์ช็อตไฟฟ้าเฝ้าอยู่ จากนั้นพวกเขาถูกบังคับให้ทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์หลอกลวงออนไลน์โดยมีเป้าหมายเป็นเหยื่อชาวไทย และถูกบังคับให้สแกนใบหน้าซ้ำๆ เพื่อยืนยันธุรกรรมทางการเงิน

เบื้องต้นตำรวจได้ตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยในความผิดฐานฉ้อโกง, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, ฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่ โดยผู้ต้องสงสัยและทรัพย์สินที่ยึดได้ถูกส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา: Bangkok Post