รฟท. ได้รับมอบรถโดยสารต้นแบบผลิตโดยฝีมือคนไทยคันแรก
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รับมอบรถโดยสารต้นแบบที่พัฒนาและผลิตในประเทศคันแรก นับเป็นก้าวสำคัญในการลดการพึ่งพารถโดยสารนำเข้า
รถโดยสารรถไฟสำหรับผู้โดยสารที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศคันแรกของประเทศไทยได้รับการส่งมอบให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว นับเป็นก้าวสำคัญสู่การนำเทคโนโลยีรถไฟที่ผลิตในประเทศมาใช้งานจริงและลดการพึ่งพารถโดยสารนำเข้า
รถโดยสารต้นแบบนี้ได้รับการพัฒนาภายใต้โครงการรถไฟไทยสร้าง ที่นำโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้รับการส่งมอบอย่างเป็นทางการให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อดำเนินการทดสอบเพิ่มเติม ก่อนที่จะนำออกให้บริการผู้โดยสาร
นายยอดชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบ กล่าวว่า โครงการนี้แสดงให้เห็นว่างานวิจัยสามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
นายยอดชนันท์กล่าวว่า งานวิจัยที่มีคุณค่าควรตอบสนองความต้องการของประเทศ และความต้องการรถโดยสารใหม่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยถือเป็นโอกาสในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมรถไฟของไทย หากประเทศไทยสามารถผลิตรถโดยสารภายในประเทศได้ จะช่วยลดการนำเข้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ผลิตในท้องถิ่น และเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมของประเทศ
นายยอดชนันท์กล่าวว่า รถโดยสารต้นแบบนี้ได้รวบรวมความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ ระบบปรับอากาศ และเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบำรุงรักษาและการบริการผู้โดยสาร
‘โครงการนี้สามารถเป็นต้นแบบไม่เพียงสำหรับอุตสาหกรรมรถไฟของไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาคการผลิตอื่นๆ ด้วย แสดงให้เห็นถึงวิธีการนำนวัตกรรมมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง ขับเคลื่อนการพัฒนา และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว’
ศ. ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า การส่งมอบครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและการรถไฟแห่งประเทศไทย และความร่วมมือนี้จะยังคงพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะ งานวิจัย และนวัตกรรมต่อไป
อนันต์ พลนิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หน่วยงานจะทำงานร่วมกับสจล. และพันธมิตร เพื่อดำเนินการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพก่อนที่จะนำรถโดยสารให้บริการในเส้นทางท่องเที่ยวระยะทาง 200–500 กิโลเมตร

ที่มา: Bangkok Post