ศิริกัญญาชี้งบฯ 67 ‘ฝีแตก’ คลังวิกฤต เตือน รบ.ไม่เร่งปฏิรูปเสี่ยงขาดดุลเรื้อรัง

ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณปี 2567 เปรียบปัญหาการคลังเป็น ‘ฝีแตก’ ชี้รัฐบาลขาดดุลสูง-รายจ่ายประจำพุ่ง-ลงทุนลด วอนผู้นำมองปัญหาตรงไปตรงมา

2570

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยเน้นย้ำถึงสถานะทางการคลังของประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤต เธอกล่าวว่ารัฐบาลยังคงขาดดุลงบประมาณในระดับสูงต่อเนื่อง อีกทั้งรายจ่ายประจำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายจ่ายลงทุนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งไปกว่านั้น น.ส.ศิริกัญญายังเปรียบเปรยสถานการณ์การคลังของประเทศว่าเสมือนเป็น “แผลฝีที่แตกแล้ว” หากไม่มีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนและจริงจัง อาจนำพาประเทศไทยเข้าสู่ภาวะการขาดดุลงบประมาณแบบเรื้อรังที่ยากจะแก้ไข

ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน
ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน

ในวันนี้ (29 มิ.ย. 2569) น.ส.ศิริกัญญา ได้ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่างบประมาณ พ.ศ. 2570 จะเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มากนัก แต่ยังคงมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในระดับที่สูงมาก นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ “เซ็นเช็คเปล่า” ให้ตัวเองกู้เงินได้ถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งเธอมองว่าการอ้างวิกฤตเพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณในระดับนี้อาจไม่สมเหตุสมผล

การที่งบประมาณขาดดุลสูงถึง 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลายเป็น “ความปกติใหม่” ที่สะท้อนปัญหาเรื้อรัง รายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่รายได้ของรัฐบาลกลับไม่สามารถขยับตามได้ทัน สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่รายจ่ายลงทุนลดลงถึง 70,000 ล้านบาท ในขณะที่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้น

ถึงแม้งบประมาณโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่กลับพบว่าร้อยละ 70 ของหน่วยงานต่าง ๆ ถูกตัดลดงบประมาณลง มีเพียงบางหน่วยงานเท่านั้นที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ไม่มากนัก แต่ส่วนที่ได้รับเพิ่มมากที่สุดคือรายการค่าใช้จ่ายบุคลากร งบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสมทบ กขบ. ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับเพิ่มเพียงกระทรวงเดียวถึง 40,000 ล้านบาท และส่วนนี้ยังรวมถึงรายจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า “แผลฝีงบประมาณของไทย” ไม่สามารถปกปิดไว้ได้อีกต่อไป และ “ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีก็ได้แตกออกแล้ว” ในปีงบประมาณ 2570 นี้

น.ส.ศิริกัญญายอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่การแถลงของรองนายกรัฐมนตรีกลับไม่มีการแสดงความรับผิดชอบหรือยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ยังคงใช้คำพูดที่สวยหรูว่า “เรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว” และยังคงภูมิใจกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ยังคง 'Outlook' ที่ดี อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายใต้พรม ปัญหาที่เรื้อรังกลับไม่ได้รับการพูดถึงเลย

“หากทำแบบเดิมไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่หนองที่จะไหลออกมา แต่เลือดจะไหลออกไม่หยุดเช่นเดียวกัน” เธอกล่าวเตือน พร้อมชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงคือรัฐบาลไม่สามารถเก็บรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายได้ ไม่กล้าที่จะกู้เท่าที่จ่ายไหว และไม่สามารถจัดการรายจ่ายประจำที่ยากจะควบคุมได้ ซึ่งในอนาคต หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะเกิดเหตุการณ์คล้าย “นรก” งบประมาณจะขาดดุลสูง กดดันเท่าไหร่ก็ไม่ลง และการดำเนินโครงการใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาประเทศก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

น.ส.ศิริกัญญายังได้ยกตัวอย่างการจัดสรรงบประมาณที่เปรียบเสมือน “ฝีแตก” เช่น งบรายจ่ายลงทุนที่ลดลงถึง 73,736 ล้านบาท มีการตัดลดงบประมาณสำหรับการทำถนนและการสร้างอาคารลงครึ่งหนึ่ง แม้ว่าการลงทุนสูงสุดส่วนใหญ่ยังคงเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับการทำถนนก็ตาม

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงนโยบายที่รัฐบาลหาเสียงไว้ เช่น อาสาพยาบาลที่ประกาศว่าจะเพิ่ม 10,000 อัตรา แต่ในทางปฏิบัติกลับเหลือเพียงหลัก 1,000 อัตรา หรือโครงการ “ถึงอำเภอ 110 บำบัดยาเสพติด” ที่ไม่ได้สร้างศูนย์บำบัด แต่กลับเน้นโปรแกรมบำบัดใหม่ในหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน ใช้งบประมาณเกือบ 300 ล้านบาท รวมถึงโครงการพลทหารอาสาที่ตอนหาเสียงบอกว่าจะรับ 100,000 นาย แต่ในเล่มงบประมาณจริงกลับอยู่ที่ 25,000 นายเท่านั้น “สรุปแล้วว่า แม้เป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ไม่สามารถที่จะทำได้” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

เธอยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเพิ่มงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ 'AI' หรือปัญญาประดิษฐ์ โดยเปรียบว่า AI ได้กลายเป็น “รหัส ATM ใหม่” ของปี 2570 กล่าวคือ หากโครงการใดมีชื่อว่า AI หรือเกี่ยวข้องกับ AI ก็จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษอย่างมาก ปีที่แล้วมีไม่ถึง 1,000 ล้านบาท แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ประมาณ 2,000 ล้านบาท สำหรับ 176 โครงการ อย่างไรก็ตาม เธอยัง “หายุทธศาสตร์ AI ในปีนี้ไม่เจอ” เพราะแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างคิดจะทำ ส่วนใหญ่เป็นนักซื้อ ไม่ได้เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI มีเพียงโครงการเดียวคือ Thai LLM ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่

น.ส.ศิริกัญญายังกล่าวถึงงบประมาณของสำนักงานประกันสังคมที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นในปี 2570 เป็น 66,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,200 ล้านบาท แต่รัฐบาลยังคงค้างเงินสมทบอยู่ 48,000 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้นถูกนำมาใช้หนี้จริงเพียง 1,400 ล้านบาทเท่านั้น เธอจึงต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับแผนการชำระหนี้ค้างเงินสมทบนี้ โดยระบุว่าเงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายนั้นไม่มีค่าปรับหรือดอกเบี้ยใด ๆ

โดยสรุป น.ส.ศิริกัญญา ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนปัญหาหลายประการ ตั้งแต่รายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น ไปจนถึงรายจ่ายลงทุนที่ถูกตัด เธอยังเรียกร้องให้ปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยต้องการผู้นำ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีความมุ่งมั่นและกล้าที่จะพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงแค่กล่าวอ้างว่ารักษาวินัยการคลังไว้ได้แล้ว แต่จะต้องนำเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์และเป็นรูปธรรม เพื่อนำประเทศไทยออกจากวิกฤต “แผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตก” ในปัจจุบัน

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า “งบประมาณปี 2570 ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศนี้ออกจากวิกฤตไปได้อย่างไร ยังไม่เห็นว่าสุดท้ายยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้จะปรากฏในตัวงบประมาณที่ใช้จ่ายในปี 2570 อย่างไร ยังไม่เห็นว่าในท้ายที่สุดประเทศจะสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถใช้งบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้อย่างไร” และเรียกร้องให้มีการพิจารณางบประมาณปี 2570 อย่างเข้มข้น เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ที่เป็นภาษีของประชาชนถูกนำไปช่วยเหลือประชาชนอย่างคุ้มค่า และปราศจากส่วนรั่วไหลที่อาจเกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน การเรียกรับผลประโยชน์ หรือการรับสินบนใด ๆ แม้ว่าภาษีที่เก็บได้จะน้อยลง แต่ก็ยังจะต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

“เอกนิติ” แจงงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ใช้งบคุ้มค่า โปร่งใส เน้น 6 ยุทธศาสตร์

“เพื่อไทย” เคาะเอกฉันท์หนุนร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 70 กำชับ สส.อยู่สภาครบ 3 วัน

เช็กผลเลือกตั้ง ส.ก. 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ ปชน.ได้ 22 ที่นั่ง กลุ่มคนทำงาน 11 ที่นั่ง

ที่มา: ThaiPBS