⚡ ข่าวด่วน
|
🌤️ กำลังโหลด... | 📅 25 ตุลาคม 2569

เสียงเรียกร้องในรัสเซียต่อ ‘ปูติน’ ให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มตะวันตก

🕒 10 กันยายน 2569 ⏱️ อ่าน 9 นาที 👁️ 60 วิว ✍️ ฝ่ายข่าวต่างประเทศ ทีมข่าว ThaiPTV

ประเด็นสำคัญของเหตุการณ์

  • ยูริ บารานชิก (Yury Baranchik) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและบล็อกเกอร์สายทหารรัสเซีย เรียกร้องให้รัสเซียยกเลิกข้อจำกัดเดิม และปรับหลักนิยมทางทหารเพื่อเปิดทาง ‘ชิงโจมตีก่อน’ (Pre-emptive strike) ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ต่อชาติตะวันตก
  • เสนอให้ใช้ ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี’ ทันทีในปฏิบัติการทางทหารใดก็ตามที่มีแนวโน้มจะสูญเสียกำลังพลรัสเซียเกิน 10,000 นาย โดยระบุว่าเป็น ‘บาปที่น้อยกว่า’ เพื่อปกป้องชีวิตทหารและความอยู่รอดของประเทศ
  • ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นสอดคล้องกับ ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ที่ออกมาระบุอย่างตรงไปตรงมาว่าสถานการณ์ในปัจจุบันคือ ‘สงครามที่แท้จริง’ เนื่องจากชาติตะวันตกและนาโตเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

มอสโก, รัสเซีย — รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า กระแสความกดดันและเสียงเรียกร้องภายในแวดวงสายเหยี่ยวของรัสเซียกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเรียกร้องให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน พิจารณาใช้อาวุธนิวเคลียร์ชิงโจมตีเป้าหมายในยุโรปและกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การนาโต (NATO) เพื่อยุติความขัดแย้งและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของรัสเซีย

ยูริ บารานชิก (Yury Baranchik) ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ซึ่งเป็นหนึ่งในบล็อกเกอร์สายทหารที่มีชื่อเสียงของรัสเซีย ได้ออกมาเปิดเผยความเห็นเชิงรุก โดยระบุว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์ถือเป็น “บาปที่น้อยกว่า” (the lesser of two sins) หากเทียบกับความเสี่ยงที่รัสเซียจะต้องเผชิญกับการสูญสิ้นอำนาจหรือความพ่ายแพ้ พร้อมระบุว่ารัฐบาลมอสโกควรยกเลิกหลักนิยมการใช้นิวเคลียร์ฉบับเดิมที่เน้นการตอบโต้ แล้วหันมาเปิดรับแนวคิดการชิงลงมือก่อน (First-use / Pre-emptive strikes) ต่อพันธมิตรนาโตในทันที

เครมลินยอมรับ ‘นี่คือสงครามจริง’ หลังชาติตะวันตกยกระดับแทรกแซง

ข้อเรียกร้องอันแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทำเนียบเครมลินเริ่มปรับเปลี่ยนท่าทีทางวาทกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดย ดมิทรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย ได้กล่าวยอมรับผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียง ‘ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร’ (Special Military Operation) อีกต่อไป แต่ได้กลายสภาพเป็น “สงครามจริง” (A real war)

เปสคอฟระบุถึงเหตุผลหลักว่า เป็นเพราะชาติตะวันตกได้ก้าวเข้ามาสนับสนุนยูเครนอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดาวเทียมสอดแนมชี้เป้าหมายในดินแดนรัสเซีย ตลอดจนการสนับสนุนอาวุธหนักและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้รัสเซียต้องตระหนักว่ารัฐบาลเคียฟและพันธมิตรพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อโจมตีรัสเซีย

ข้อเสนอนิวเคลียร์ยุทธวิธี: แลกชีวิตกำลังพลไม่เกินหมื่นนาย

บารานชิกได้สนับสนุนแนวคิดของ เซอร์เกย์ คารากานอฟ (Sergei Karaganov) นักยุทธศาสตร์ระดับสูงของเครมลิน ผู้เป็นกระบอกเสียงหลักในการผลักดันให้รัสเซียแสดงแสนยานุภาพทางนิวเคลียร์เพื่อขู่ยุโรป ทว่าบารานชิกได้เสนอข้อเรียกร้องที่ไปไกลยิ่งกว่า โดยเขาชี้แจงว่า หากในปฏิบัติการทางทหารใดก็ตามมีแนวโน้มที่กองทัพรัสเซียจะต้องสูญเสียกำลังพลเกินกว่า 10,000 นาย ผู้บัญชาการทหารควรตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical Nuclear Weapons) แทนทันที

“การโจมตีด้วยนิวเคลียร์แน่นอนว่าเป็นบาป แต่เป็นบาปที่น้อยกว่า เพราะทุกสิ่งได้รับอนุญาตให้ทำได้เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งแผ่นดินรัสเซีย… ชีวิตของลูกหลานของเราควรได้รับการปกป้องรักษาไว้เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไป” บารานชิกระบุในบทวิเคราะห์

นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธแนวคิดการจุดระเบิดนิวเคลียร์เพื่อ ‘สาธิตหรือส่งสัญญาณเตือน’ (Warning nuclear explosion) โดยยืนยันว่า หากรัสเซียตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ จะต้องไม่ใช่การขู่ แต่ต้องเป็นการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์จริงทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพนาโต, ฐานยิงระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ, ฐานทัพอากาศ, ฐานทัพเรือ รวมถึงศูนย์บัญชาการทางทหาร

ยื่นคำขาดนาโตและเงื่อนไขตอบโต้สหรัฐฯ

ข้อเสนอของกลุ่มสายเหยี่ยวยังครอบคลุมไปถึงการยื่นคำขาด (Ultimatum) ต่อองค์การนาโต โดยระบุว่านาโตต้องยุติการทำสงครามต่อต้านรัสเซียผ่านตัวแทนอย่างยูเครนในทันที มิฉะนั้นรัสเซียจะเริ่มใช้อาวุธนิวเคลียร์บนแผ่นดินยุโรป และหากสหรัฐอเมริกาคิดที่จะเข้ามาตอบโต้ รัสเซียก็มีความพร้อมที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Nuclear Weapons) ยิงถล่มแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ บารานชิกยังเสนอความเห็นเพิ่มเติมว่า ภายหลังความขัดแย้งสิ้นสุดลง รัสเซียควรเข้ายึดครองวิทยาการเทคโนโลยีของยุโรป และเรียกเก็บเงินชดเชยความเสียหาย (Tribute) จากยุโรปเป็นจำนวน 100,000 ล้านยูโรต่อปีต่อเนื่องนานถึง 30 ปี เพื่อชดเชยการสูญเสียผลประโยชน์นับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต

แม้ว่าในแง่ของกฎหมายและนโยบายทางการ ประธานาธิบดีปูตินจะยังคงใช้คำจำกัดความตามหลักการเดิม แต่การที่บุคคลสำคัญระดับแกนนำทางความคิดและบล็อกเกอร์ทหารออกมาเคลื่อนไหวกดดันอย่างเปิดเผย สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันมหาศาลภายในรัสเซีย ท่ามกลางภาวะติดหล่มของแนวรบและการเผชิญหน้ากับกลุ่มชาติตะวันตกที่ทวีความตึงเครียดขึ้นทุกขณะ

แหล่งที่มา: Daily Express (Express.co.uk)

แชร์ข่าวนี้: Facebook X (Twitter) LINE

📰 ข่าวที่เกี่ยวข้อง