อังกฤษหวนคืนอียู? ฮ่องกงอาจมอบบทเรียนสู่สถานะพิเศษ
การลาออกของนายกรัฐมนตรีอังกฤษจุดประเด็นถกเถียงเรื่องการกลับเข้าอียูอีกครั้ง บทความนี้ชวนคิดว่าอังกฤษจะเป็นสมาชิกสถานะพิเศษได้หรือไม่ โดยเทียบเคียงฮ่องกงที่เป็นเขตปกครองพิเศษของจีน
หลังจากที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ ลาออกจากตำแหน่ง ก็ได้จุดประเด็นถกเถียงอย่างร้อนแรงอีกครั้งเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของสหราชอาณาจักรหลังเบร็กซิต รวมถึงการพูดถึงการกลับเข้าร่วมสหภาพยุโรป (EU)
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การตัดสินใจของอังกฤษที่จะออกจากอียู ได้นำสหราชอาณาจักรกลับไปสู่ภาวะ ‘โดดเดี่ยวอันรุ่งโรจน์’ อีกครั้งหรือไม่ หรือเป็นเพียง ‘ความอัปยศอันรุ่งโรจน์’?
แนวคิดนี้อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่จะเป็นอย่างไรหากสหราชอาณาจักรกลายเป็นอำนาจอธิปไตยพิเศษภายในอียู? และในกรณีดังกล่าว สหราชอาณาจักรหลังเบร็กซิตจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากฮ่องกง ซึ่งได้รับการกำหนดให้เป็นเขตบริหารพิเศษภายในประเทศจีน?


สหราชอาณาจักรกับฮ่องกง: พื้นฐานทางภูมิศาสตร์และการเมือง
ทั้งสหราชอาณาจักรและฮ่องกงต่างก็เป็นดินแดนที่รวมกันขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไป ดินแดนสามส่วนที่ประกอบกันเป็นฮ่องกงในปัจจุบัน ได้แก่ เกาะฮ่องกง เกาลูน และดินแดนใหม่ ถูกรวมเข้าด้วยกันตลอดช่วงประวัติศาสตร์อาณานิคมของอังกฤษและจีนในปัจจุบัน
ตั้งแต่ปี 1997 ฮ่องกงได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะเขตบริหารพิเศษ และถูกเรียกขานว่า ‘ฮ่องกงของจีน’ หรือ ‘ฮ่องกง, จีน’ ปัจจุบัน ‘ฮ่องกง’ สามารถอ้างถึงเกาะหรือเขตบริหารพิเศษได้ ขึ้นอยู่กับบริบท
ในทำนองเดียวกัน สหราชอาณาจักรก็มักจะถูกเรียกว่า ‘บริเตน’ แม้ว่าในทางภูมิศาสตร์และทางเทคนิคแล้ว ‘บริเตน’ จะหมายถึงเฉพาะเกาะบริเตนใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ แต่ไม่รวมไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร
ความเป็นไปได้ของ ‘สหราชอาณาจักรของยุโรป’
ในทางทฤษฎี สหราชอาณาจักรสามารถกลับเข้าสู่อียูในฐานะสมาชิกที่แตกต่างกันพร้อมกับชื่อทางการปกครองพิเศษได้หรือไม่? แนวคิด ‘สหราชอาณาจักรของยุโรป’ สามารถเป็นไปได้หรือไม่?
การตัดสินใจทางการเมืองได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิดจากภูมิศาสตร์ ดังที่แสดงในหนังสือขายดีของ ทิม มาร์แชล เรื่อง ‘นักโทษของภูมิศาสตร์’ (Prisoners of Geography) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2015
สำหรับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเกาะที่เป็นส่วนหนึ่งของทวีปยุโรป การกลับเข้าร่วมอียูอาจเป็นคำถามที่ว่า ‘จะเป็นหรือไม่เป็น’

ที่มา: South China Morning Post