ทรัมป์เดินหน้าเก็บภาษี 50% สินค้าแคนาดา รถยนต์-สุรา-ชีส

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษี 50% ต่อสินค้าส่วนใหญ่จากแคนาดา โดยอ้างว่าแคนาดาเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับรถยนต์ สุรา และผลิตภัณฑ์นมของสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวนี้อาจจุดชนวนความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดขึ้น

ทำเนียบขาวประกาศเมื่อวันจันทร์ (21 กรกฎาคม 2026) ว่าอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดภาษีนำเข้าราว 50% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ของแคนาดา โดยให้เหตุผลว่าแคนาดาเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อสินค้าอเมริกันในกลุ่มรถยนต์ สุรา และผลิตภัณฑ์นม การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ เสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เคยใกล้ชิดต้องสั่นคลอนอีกครั้ง หลังจากการกลับมาดำรงตำแหน่งของทรัมป์ เจ้าหน้าที่ผู้เปิดเผยข้อมูลกล่าวว่า แคนาดาเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศนอกเหนือจากจีนที่ตอบโต้ภาษีก่อนหน้านี้ของทรัมป์ และจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว ทรัมป์ลงนามในประกาศ 3 ฉบับเพื่อเริ่มใช้ภาษีภายใต้มาตรา 338 ของกฎหมายการค้าปี 1930 ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนกังวลว่าอาจถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาษีนี้จะยกเว้นผลิตภัณฑ์พลังงาน โพแทช ปลา และแร่ธาตุสำคัญ แต่จะรวมถึงสินค้าที่เคยได้รับการคุ้มครองจากการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้ข้อตกลง USMCA ซึ่งหมดอายุลงเมื่อเร็วๆ นี้และนำไปสู่การเจรจาชุดใหม่ที่อาจดำเนินไปจนถึงปี 2036

ประเด็นสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเก็บภาษี 50% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่จากแคนาดา โดยเน้นไปที่รถยนต์ สุรา และผลิตภัณฑ์นม
  • เหตุผลในการเก็บภาษีครั้งนี้คือการที่แคนาดาเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อสินค้าอเมริกัน และเนื่องจากแคนาดาเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศนอกเหนือจากจีนที่ตอบโต้ภาษีก่อนหน้านี้ของทรัมป์
  • ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศ 3 ฉบับเพื่อบังคับใช้ภาษีภายใต้มาตรา 338 ของกฎหมายการค้าปี 1930 ซึ่งสมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนเคยเสนอให้ยกเลิกเนื่องจากกังวลว่าจะถูกใช้เพื่อสร้างความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • ภาษี 50% นี้จะยกเว้นผลิตภัณฑ์พลังงาน โพแทช ปลา และแร่ธาตุสำคัญ แต่จะครอบคลุมสินค้าที่เคยได้รับการคุ้มครองภายใต้ข้อตกลงการค้า USMCA ที่เพิ่งหมดอายุลงไป
  • การกระทำครั้งนี้อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา ซึ่งสองประเทศนี้มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันมายาวนาน

บริบทสำหรับผู้อ่านไทย

กรณีการเก็บภาษี 50% ของสหรัฐฯ ต่อสินค้าแคนาดา ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยในทันที อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงแนวโน้มการใช้นโยบายการค้าที่เน้นการปกป้องทางการค้า (protectionism) และการตอบโต้ทางการค้า ซึ่งอาจมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง หากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปหรือขยายตัวออกไป อาจส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วน ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้ในระยะยาว แม้ขณะนี้จะยังไม่มีผลกระทบโดยตรงที่ได้รับการยืนยัน

สิ่งที่ยังต้องติดตาม

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และแคนาดา รวมถึงอัตราเงินเฟ้อและความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ
  • ท่าทีของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญว่าจะมีการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าเพิ่มเติมหรือไม่
  • การเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา ซึ่งอาจดำเนินไปจนถึงปี 2036 หลังข้อตกลง USMCA หมดอายุ
  • การตรวจสอบและความคืบหน้าเกี่ยวกับการใช้งานมาตรา 338 ของกฎหมายการค้าปี 1930 และความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตราดังกล่าวในอนาคต

[IMAGE: https://cdn.i-scmp.com/sites/default/files/styles/1020×680/public/d8/images/canvas/2026/07/21/f4447672-44bf-4481-ae11-34854daa7032_826843e6.jpg?itok=B5cEz8D6&v=1784584672 | ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ (ขวา) และนายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ของแคนาดา ในห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ภาพ: Getty Images / TNS]

ที่มา: South China Morning Post