จีนไม่ใช้คลังสำรองน้ำมันพยุงราคาช่วงอิหร่านถูกโจมตี
ดร. แอนดี้ ซีอี อดีตนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Morgan Stanley ชี้จีนไม่น่าจะใช้คลังสำรองน้ำมันเพื่อพยุงราคาในช่วงสงครามอิหร่าน เหตุต้องการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและการเมือง
ราคาน้ำมันคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านซ้ำ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญต้องปิดตัวลงอีกครั้ง [IMAGE: https://cdn.i-scmp.com/sites/default/files/styles/1020×680/public/d8/images/canvas/2026/07/19/5167bba8-ff1b-4fe9-95eb-4d986fdd9972_02eb98a4.jpg?itok=oJixBE2J&v=1784435946 | เรือบรรทุกน้ำมันกำลังขนถ่ายน้ำมันดิบนำเข้าที่ท่าเรือชิงเต่า มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม] คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี ทำให้สหรัฐฯ ประสบปัญหาในการรักษาระดับราคาน้ำมันไม่ให้เกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงกว่า 100 ดอลลาร์อย่างต่อเนื่องมีความเสี่ยงที่จะเร่งอัตราเงินเฟ้อ ทำให้การบริโภคลดลง และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย พวกเขาจึงหันมาให้ความสนใจกับศักยภาพของจีนในการพยุงราคาน้ำมัน จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของจีน ซึ่งไม่เปิดเผยต่อสาธารณะเหมือนของสหรัฐฯ ถูกสันนิษฐานว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รายงานเผยว่าจีนได้ลดการนำเข้าน้ำมันลง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนเมษายน ช่วยจำกัดการขึ้นของราคา อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงว่าจีนจะไม่ใช้คลังสำรองน้ำมันเพื่อพยุงราคา เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้สงครามยืดเยื้อและกระทบต่อการจัดหาพลังงานทั่วโลก
ประเด็นสำคัญ
- ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นหลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอีกครั้ง ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทรอินเดีย
- คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี ทำให้ยากต่อการรักษาราคาน้ำมันให้ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะเพิ่มเงินเฟ้อ ลดการบริโภค และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
- จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่นั้น ได้ลดการนำเข้าน้ำมันลง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนเมษายน
- ดร. แอนดี้ ซีอี อดีตนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Morgan Stanley เชื่อว่าจีนจะไม่ใช้คลังสำรองน้ำมันเพื่อพยุงราคาในช่วงนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการยืดเยื้อของสงครามและผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก
บริบทสำหรับผู้อ่านไทย
แม้ว่าข่าวนี้จะไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยโดยรวม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการนโยบายพลังงานเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและภาระด้านเศรษฐกิจของประเทศ
สิ่งที่ยังต้องติดตาม
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ การตอบสนองของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐฯ และความรุนแรงของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงระยะเวลาที่ช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบาบเอลมันเดบจะยังคงหยุดชะงัก นอกจากนี้ การตัดสินใจของจีนว่าจะรักษานโยบายไม่ใช้คลังสำรองน้ำมันเพื่อพยุงราคาต่อไปหรือไม่ และมาตรการที่ประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ จะนำมาใช้เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะกำหนดทิศทางของราคาน้ำมันและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
ที่มา: South China Morning Post