Queer Diplomacy: การทูต สิทธิเพศวิถี และการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม

ชานันท์ ยอดหงษ์ และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนสำรวจ Queer Diplomacy ผ่านหนังสือของ Douglas Victor Janoff และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการทูตกับสิทธิ LGBTQ+ ทั่วโลก.

รายการหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ร่วมกันพูดคุยในประเด็น “Queer Diplomacy” หรือความสัมพันธ์ระหว่างการทูตกับสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยอ้างอิงจากหนังสือ ‘Queer Diplomacy: Homophobia, International Relations and LGBT Human Rights’ (2022) ของ Douglas Victor Janoff อดีตนักกิจกรรมและนักการทูตชาวแคนาดา ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทั้งในฐานะผู้ประท้วงเรียกร้องสิทธิ LGBT หน้าสำนักงานสหประชาชาติ และต่อมาได้ทำงานในองค์การระหว่างประเทศเดียวกันในฐานะนักการทูต

รายการได้ชวนย้อนสำรวจประวัติศาสตร์การกีดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศในแวดวงการทูตและความมั่นคง เริ่มตั้งแต่การมองว่าการรักเพศเดียวกันเป็นอาชญากรรมและความเจ็บป่วยในยุโรป การรวมตัวของขบวนการเคลื่อนไหวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 การปราบปรามภายใต้ระบอบนาซีเยอรมนี จนกระทั่งถึงยุคสงครามเย็นที่เกิดปรากฏการณ์ ‘Lavender Scare’ ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

เหตุการณ์ ‘Stonewall Riots’ ในปี 1969 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ในโลกตะวันตก จากการต่อสู้ในระดับประเทศ ประเด็นสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศค่อยๆ ขยายเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ ผ่านบทบาทของนักการทูต ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศ

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือสุนทรพจน์ของ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อปี 2011 ที่ประกาศว่า “Gay rights are human rights” (สิทธิของเกย์คือสิทธิมนุษยชน) ซึ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกผนวกรวมเข้ากับนโยบายต่างประเทศและกลไกสิทธิมนุษยชนระดับโลกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การผลักดันวาระเรื่องสิทธิ LGBTQ+ ในระดับสากลไม่ได้ดำเนินไปโดยปราศจากแรงต้านทาน หลายประเทศมองว่าการส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านองค์การระหว่างประเทศและการสนับสนุนจากชาติตะวันตก เป็นรูปแบบหนึ่งของการครอบงำทางวัฒนธรรมและการแทรกแซงอธิปไตยของรัฐ ในขณะที่หลายกรณี การต่อต้าน LGBTQ+ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครอง ปลุกกระแสชาตินิยม หรือเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ

ร่วมทำความเข้าใจว่าประเด็นเรื่องเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือประเด็นทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองระหว่างประเทศ การทูต สิทธิมนุษยชน และการต่อสู้ทางความคิดในระดับโลก ในช่วงเวลาแห่ง Pride Month ที่แม้สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในหลายพื้นที่ แต่การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ยังคงดำเนินต่อไป

ที่มา: ประชาไท