⚡ ข่าวด่วน
|
🌤️ กำลังโหลด... | 📅 7 กันยายน 2569

เรื่องเล่า น้ำตา และคำสัญญาลมปาก: มองสิ่งที่สังคมมองไม่เห็นในดราม่า “ต้า – ยัต”

🕒 1 กันยายน 2569 ⏱️ อ่าน 16 นาที 👁️ 59 วิว ✍️ ฝ่ายข่าวท้องถิ่น ทีมข่าว ThaiPTV
ถอดรหัสดราม่า ต้า-ยัต ชัยโสโร

ทุกครั้งที่มีวิวาทะของคนดังปะทุขึ้นบนหน้าฟีด เรามักเห็นฉากทัศน์เดิมๆฉายซ้ำแทบจะทันที

สังคมบนโลกออนไลน์ไม่ชอบความคลุมเครือ และเกลียดความซับซ้อน มนุษย์เรามีความกระหายที่จะจัดวางตัวละครให้จบเร็วที่สุด ฝ่ายหนึ่งต้องเป็น “ผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร” และอีกฝ่ายต้องเป็น “ตัวร้ายใจอำมหิต” เมื่อบทละครถูกเขียนขึ้นในใจของผู้คน ความเห็นอกเห็นใจจึงกลายเป็นสินค้าที่มีอุปสงค์ล้นหลาม และการรุมประณามก็กลายเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมของคนหน้าจอ

แต่สำหรับคนที่มองปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านความเงียบ ไม่ใช่ผ่านเสียงเชียร์ ความจริงเบื้องหลังดราม่าระหว่าง ต้า และ ยัต (ชัยโสโร) ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนนิทานสอนใจที่มีคนดีกับคนเลว หากแต่มันคือภาพสะท้อนของการปะทะกันระหว่าง “อำนาจของเรื่องเล่า” กับ “ความเฉยชาและปล่อยผ่าน”


ปริศนาของหุ้น 49% และความจริงของการเอาชีวิตรอด

สิ่งที่สังคมส่วนใหญ่เชื่อทันทีที่ฟังคำเล่าคือ เรื่องราวของเพื่อนรักที่ถูกเพื่อนอีกคน “Gaslight” บั่นทอนจิตใจจนสูญเสียตัวตน จนกระทั่งยอมเดินออกมาตัวเปล่าและเซ็นยกหุ้น 49% ทิ้งไปอย่างไม่ไยดี

ถ้าเราถอดแว่นความสงสารออก แล้วมองด้วยสายตาของความเป็นจริงในชีวิตผู้ใหญ่ ตรรกะนี้มีรอยโหว่ขนาดใหญ่

คนที่มีภาระผูกพัน มีบ้านต้องผ่อน มีครอบครัวต้องดูแล ไม่มีใครยอมสละทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ในธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลทิ้งไปง่ายๆ เพียงเพราะคำพูดร้ายกาจของเพื่อน เว้นเสียแต่ว่าในวันที่เดินออกมานั้น มันมี “ภาวะจำยอม” อื่นที่ไม่ได้ถูกเล่าออกไมค์

สมาชิก Fedfe ในยุคบุกเบิกที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ
ภาพความทรงจำของกลุ่ม Fedfe ในยุคเริ่มต้นที่ร่วมหัวจมท้ายสร้างสรรค์คอนเทนต์จากศูนย์ ก่อนที่มิตรภาพบริสุทธิ์จะถูกทดสอบด้วยมูลค่าทางธุรกิจและระบบผลประโยชน์

ในโลกของธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่เริ่มต้นสร้างขึ้นจากกลุ่มเพื่อน การเงินมักไม่ได้แยกขาดจากความสัมพันธ์ มีจุดสีเทา การเบิกจ่ายที่ทับซ้อน และช่องโหว่ทางบัญชี การยอมเดินออกจากบริษัทในวันนั้น อาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้ทางอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นหมากที่ต้องยอมสละ เพราะอีกฝ่ายถือไพ่ทางเอกสารหรือหลักฐานความผิดพลาดบางอย่างที่เหนือกว่าในเวลานั้น

ทว่า หากมองในมุมกลับกัน สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกับฝั่งยัตก็มีน้ำหนักไม่แพ้กัน เพราะในฐานะผู้ร่วมบุกเบิก (Co-founder) ที่สร้างแบรนด์มาด้วยกันตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ผลงานคลิปและเพลงที่ต้าสร้างสรรค์ยังคงทำรายได้เข้ากระเป๋าบริษัทอย่างต่อเนื่องทุกเดือน การปล่อยให้เพื่อนร่วมก่อตั้งต้องเดินออกไปตัวเปล่าโดยไม่มีการซื้อหุ้นคืนตามมูลค่าจริง หรือการจัดสรรผลตอบแทนลิขสิทธิ์ที่ชอบธรรม ย่อมถูกมองได้ว่าเป็น ความแล้งน้ำใจทางธุรกิจภายใต้ความชอบธรรมของกระดาษสัญญา รวมถึงสะท้อนความล้มเหลวด้านธรรมาภิบาลของฝ่ายบริหาร ที่ปล่อยให้โครงสร้างสัญญาและลิขสิทธิ์คลุมเครือมาตั้งแต่ต้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฝุ่นเริ่มจาง ความกดดันลดลง และตัวเลขรายได้จากผลงานเก่าๆ ยังคงวิ่งเข้าบริษัทอย่างต่อเนื่อง ความเสียดายย่อมทำหน้าที่ของมัน ยิ่งเมื่อมีชนวนความแค้นซ้ำเติม จากการที่ต้าถูกฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ผลงานและคลิปที่ตนเองเป็นคนลงแรงสร้างสรรค์ขึ้นมากับมือ เพียงเพราะนำคลิปเหล่านั้นไปใช้ต่อหลังแยกตัวออกมา ความรู้สึกเจ็บปวดที่ผลงานของตัวเองกลายเป็นอาวุธย้อนกลับมาทิ่มแทง จึงจุดประกายให้ความเสียดายแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นและแรงผลักดันที่จะสู้เอาคืน

และการจะกลับมาทวงคืนสิ่งเดิมได้ในวันที่ตนเองเคยเซ็นเอกสารยอมรับไปแล้ว ย่อมไม่อาจสู้ด้วยกระดาษสัญญาเดิมได้อีกต่อไป จึงต้องใช้เครื่องมือใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิม นั่นคือ “การสร้างอำนาจต่อรองผ่านกระแสทางสังคม”

ทนายฝั่งต้ากับการสื่อสารที่สร้างความเห็นใจจากสังคม
ภาพลักษณ์ความน่าสงสารของต้า ร่วมกับบุคลิกที่ดูซื่อตรงของทนายความ กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นยอดที่ทำให้สังคมตัดสินใจเชื่อและเทความเห็นใจให้แทบจะทันที

เมื่อจิตวิทยาถูกแปรสภาพเป็นเครื่องมือสู้คดี

คำว่า “Gaslighting” หรือการครอบงำทางจิตใจ กลายเป็นคำศัพท์ยอดฮิตที่ทรงอิทธิพลที่สุดคำหนึ่งในยุคนี้ มันอธิบายความเจ็บปวดที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นรูปธรรม

แต่ในมิติเชิงโครงสร้าง คำศัพท์คำนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ระบายความทุกข์

ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากคุณเดินขึ้นศาลแล้วบอกว่า “ผมเซ็นยกหุ้นให้เพราะผมโกรธ” หรือ “ผมเซ็นเพราะมีเรื่องบาดหมางกัน” นิติกรรมนั้นจะถือว่าสมบูรณ์ตามกฎหมายทันที คุณไม่มีสิทธิ์ฟ้องเพิกถอนสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น

แต่หากว่า คำอธิบายเปลี่ยนเป็น “ผมถูกบงการ กดดัน และบั่นทอนจนป่วยทางจิตเวช สูญเสียเจตจำนงอิสระในการตัดสินใจ” มันจะกลายเป็นประตูบานเดียวทางกฎหมายที่พอจะใช้ตั้งหลักเพื่อขอเพิกถอนสัญญาและนิติกรรมย้อนหลังได้

คำว่า Gaslighting ในกรณีนี้ จึงไม่ได้เป็นแค่อารมณ์ แต่มันคือ อาวุธยุทธวิธี ที่ทำงานได้สองทางพร้อมกัน: ทางหนึ่งซื้อความชอบธรรมจากสังคม และอีกทางหนึ่งใช้ปูพื้นฐานสำหรับข้อต่อสู้ในสำนวนคดี

จุดบอดทางกฎหมายลิขสิทธิ์ของยัตและการถูกโต้กลับ

“ในขณะเดียวกัน ความไม่รอบคอบและความไม่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของฝั่งยัต กลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรง เพราะในทางกฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิ์ในความเป็นผู้สร้างสรรค์ย่อมคุ้มครองตัวผู้สร้างจริง (ต้า) มาตั้งแต่ต้น การหยิบยกเรื่องลิขสิทธิ์มาฟ้องร้องโดยขาดความรัดกุม จึงกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง และเปิดช่องให้อีกฝ่ายนำประเด็นนี้มาเล่นงานกลับบนหน้าสื่อ จนบีบให้ฝั่งที่เคยอยากอยู่อย่างเงียบๆ หลังกระดาษสัญญา ต้องจำใจลงมาเล่นบทบาทบนเวทีสังคมที่ตัวเองไม่ถนัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

การเลือกใช้คดีความโต้ตอบแทนที่จะเปิดโต๊ะเจรจาไกล่เกลี่ยส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรมตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของฝั่งบริหารกลายเป็น “กลุ่มทุนที่ใช้ข้อกฎหมายกดทับผู้สร้างสรรค์” ในสายตาสังคม ซึ่งเป็นจุดบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่เพียงแต่แพ้ในทางมวลชน แต่ยังสร้างความเสี่ยงในทางคดีความอีกด้วย

ทนายฝั่งยัตและปฏิกิริยาในโซเชียลมีเดีย
ภาพของทนายฝั่งยัตและการพยายามอธิบายเบื้องหลังคำพูด แม้จะมีผู้ที่พยายามคิดวิเคราะห์ลึกกว่าทั่วไป แต่กลับถูกคอมเมนต์รุมโจมตี สะท้อนว่าสังคมมักไม่สนใจเหตุผลที่มีความซับซ้อน

นักเล่าเรื่อง (Storyteller) ปะทะ นักบริหารหลังบ้าน (Operator)

ความพ่ายแพ้ชนะของดราม่าบนโลกออนไลน์ ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครถือความจริงไว้มากกว่า แต่วัดกันที่ว่าใคร “เข้าใจจิตวิทยามวลชน” มากกว่า

ฝั่งต้า: คือคนที่เจนจัดในวงการสื่อ ผ่านทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของชีวิต เขารู้ดีว่าผู้คนรักชอบเรื่องเล่าแบบไหน โครงเรื่องแบบ Underdog (คนตัวเล็กที่ถูกกระทำ) ร่วมกับการแสดงความเปราะบางทางจิตใจ คือสูตรสำเร็จที่ทำให้คนฟังพร้อมจะโอบกอดและสวมวิญญาณเป็นผู้พิทักษ์ทันที

ฝั่งยัต: คือภาพของคนที่เคยอยู่แต่หลังบ้านที่เชื่อมั่นใน “กระดาษสัญญา” มองว่าเมื่อกฎหมายจบ ทุกอย่างต้องจบ จึงเลือกที่จะนิ่งเฉยในจังหวะแรก และกลับเลือกให้คนรอบข้างออกมารุมแฉพฤติกรรมอีกฝ่าย ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการรุมรังแกคนตัวคนเดียวให้เด่นชัดขึ้นไปอีก กับความมั่นใจเกินไปไม่รอบครอบในกฏหมาย จึงเสียเปรียบทั้งในเชิงข้อเท็จจริงและยุทธศาสตร์สื่อ

ภาพยัตหลังจบรายการโหนกระแส และการพลิกเกมสื่อของต้า
ภาพยัตนั่งร้องไห้หลังจบรายการโหนกระแสที่อาจสร้างความเห็นใจ ถูกต้าสกัดจุดทันทีด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า ‘เขาร้องไห้เพราะโกรธผม ไม่ใช่เสียใจ’ พลิกน้ำหนักของน้ำตาและทำให้ความน่าสงสารของอีกฝ่ายหมดความหมายในพริบตา

สะท้อนสังคม: ทำไมคนถึงพร้อมจะเชื่อ?

คำถามที่น่าสนใจกว่าเรื่องของทั้งสองคนคือ ทำไมคนนับแสนในสังคมถึงพร้อมจะกระโจนลงไปร่วมตัดสินเรื่องนี้ทันที?

คำตอบอยู่ที่กลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า การฉายภาพตนเอง (Projection)

มนุษย์เงินเดือนและคนทำงานส่วนมากในสังคม ล้วนเคยมีประสบการณ์เจ็บปวดจากการถูกหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือระบบโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเอารัดเอาเปรียบ เมื่อมีใครสักคนขึ้นมาเล่าเรื่องราวที่ตรงกับแผลเดิมในใจ พวกเขาไม่ได้กำลังปกป้อง “ต้า” แต่พวกเขากำลังใช้พื้นที่นี้เพื่อชำระแค้นให้กับ “ความอยุติธรรมที่ตัวเองเคยเผชิญมาในอดีต” ต่างหาก


สองสิ่งที่ขัดแย้ง สามารถเป็นจริงได้ พร้อมกัน

สิ่งที่ผู้เขียนมองเห็น ไม่ใช่การแบ่งข้างว่าใครขาวบริสุทธิ์หรือใครดำมืด

ในโลกแห่งความเป็นจริง:

  • คนๆ หนึ่งสามารถเป็น ผู้ที่ได้รับความบอบช้ำทางจิตใจจริงๆ ไปพร้อมๆ กับการเป็น ผู้ที่กำลังวางกลยุทธ์เชิงสื่อเพื่อชิงผลประโยชน์ทางธุรกิจ ได้ในเวลาเดียวกัน
  • และอีกฝั่งหนึ่ง ก็สามารถเป็นทั้ง ผู้ถือสัญญาทางกฎหมายที่ถูกต้อง ไปพร้อมๆ กับการเป็น ผู้บริหารที่ล้มเหลวในการจัดการความรู้สึกของหุ้นส่วน ได้เช่นกัน
  • ถูกกฎหมาย แต่อาจไม่ถูกต้องทางมโนธรรม: ฝั่งบริหารอาจถือสัญญาที่เซ็นยินยอมไว้ แต่การตัดขาดผู้ร่วมสร้างสรรค์โดยไม่แบ่งปันผลประโยชน์ที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง คือสิ่งที่สังคมตั้งคำถามและพิพากษา
  • น่าสงสาร แต่อาจไม่ได้ถูกทั้งหมด: ฝั่งผู้สร้างสรรค์อาจเป็นผู้บอบช้ำทางความรู้สึก แต่ข้อผิดพลาดในการบริหารวินัยและการตัดสินใจเซ็นสละสิทธิ์ในอดีต ก็เป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ต้องเผชิญ

บทเรียนของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องมิตรภาพที่พังทลาย แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า อย่าใช้ชีวิตโดยฝากอนาคตไว้กับความไว้ใจเพียงอย่างเดียว และในฐานะผู้เสพสื่อ อย่าปล่อยให้อารมณ์พาเราไปเป็นเบี้ยในกระดานหมากของใคร เพราะในสงครามแห่งผลประโยชน์และธุรกิจ ทุกหยดน้ำตาและทุกตัวอักษรบนสัญญา ต่างมีราคาที่ถูกคำนวณไว้แล้วทั้งสิ้น

ที่มา: บทวิเคราะห์พิเศษ Thaiptv.com

แชร์ข่าวนี้: Facebook X (Twitter) LINE

📰 ข่าวที่เกี่ยวข้อง